3 มิถุนายน พ.ศ.2379 : หมอบรัดเลย์พิมพ์สิ่งพิมพ์ฉบับแรกในประเทศไทย
3 มิถุนายน พ.ศ. 2379 หมอบรัดเลย์ (Dan Beach Bradley) มิชชันนารีชาวอเมริกัน ให้กำเนิดสิ่งพิมพ์ฉบับแรกในประเทศไทยคือ หนังสือบัญญัติสิบประการ (The Commandments) ซึ่งเป็นหนังสือสอนคริสตศาสนามีทั้งหมด 8 หน้า ทั้งนี้การพิมพ์ในสยามเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่หมอบรัดเลย์เดินทางมาถึงสยามเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2478 พร้อมกับตัวพิมพ์อักษรไทยและแท่นพิมพ์ไม้ที่ซื้อมาจากสิงคโปร์ หมอบรัดเลย์และคณะอเมริกันบอร์ด (American Board of Commisionary of Forein Missions : A.B.C.F.M.) ได้ตั้งสำนักงานและโรงพิมพ์ขึ้นที่ตรอกกัปตันบุช ย่านถนนเจริญกรุง และได้ดำเนินการพิมพ์ใบปลิว ปฏิทิน และหนังสือต่าง ๆ ออกมาจำนวนมาก ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการเริ่มต้นยุคสมัยแห่งการพิมพ์ในสยาม ต่อมาหมอบรัดเลย์ได้รับการยกย่องให้เป็น "บิดาแห่งการพิมพ์สยาม"
3 มิถุนายน พ.ศ. 2442 โยฮันน์ สเตราส์ จูเนียร์ หรือ โยฮันน์ สเตราส์ ที่ 2 (Johann Strauss Junior) คีตกวีชาวออสเตรียที่ได้รับการยกย่องให้เป็น "ราชาแห่งเพลงวอลซ์" (The Waltz King) เสียชีวิต สเตราส์ จูเนียร์เป็นลูกชายคนแรกของ โยฮันน์ สเตราส์ ที่ 1 (Johann Strauss I) คีตกวีผู้เป็น "บิดาแห่งเพลงวอลซ์"(Father of Waltz) ชาวออสเตรีย สเตราส์ จูเนียร์เกิดที่กรุงเวียนนาเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2368 ในขณะที่วงดนตรีของบิดากำลังมีชื่อเสียง ด้วยชีวิตนักดนตรีที่ต้องต่อสู้อย่างหนักกว่าจะมีชื่อเสียงและยังต้องทำงานหนัก พ่อของเขาจึงไม่อยากให้ลูกชายเดินตามทางนี้ แต่ลูกไม่หรือจะให้หล่นไกลต้น สเตราส์ผู้ลูกรู้ตัวว่ามีเลือดแห่งดนตรีอยู่เต็มตัว จึงแอบหัดไวโอลินตั้งแต่เด็ก ๆ ตอนหกขวบได้ลองเล่นเพลงวอลซ์ที่แต่งเอง เมื่อพ่อรู้จึงไม่ชอบใจอย่างยิ่ง และห้ามเขาแตะต้องไวโอลินอย่างเด็ดขาด แต่เขาก็ยังแอบเรียนดนตรีอย่างลับต่อไป โดยได้รับการสนับสนุนจากแม่ เนื่องจากพ่อของเขาใช้เวลาและทรัพย์สินส่วนใหญ่ไปกับเมียน้อย แม่ของเขาจึงยอมอดออมสนับสนุนลูกชายอย่างเต็มที่ เขาพัฒนาฝีมือจนแก่กล้าขึ้นและได้เปิดการแสดงครั้งแรกที่ Dommayer’s Casino ที่เมืองไฮท์ซิง (Hietzing) เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2387 สเตราส์ในวัย 19 ปีประสบความสำเร็จมาก ชาวเวียนนาแห่ไปดูกันเนืองแน่น จนในที่สุดก็ได้พบว่าจ้าวแห่งเพลงวอลซ์คนใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว ภายหลังชื่อเสียงของสเตราส์ผู้พ่อเริ่มลดความนิยมลง ลูกชายของเขาก็เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาแทน และได้เล่นเพลงของพ่อเพื่อเป็นการขออภัย ซึ่งพ่อของเขาก็ภูมิใจในตัวลูกชายคนนี้ไม่น้อย แต่ก็ไม่เคยพบหน้ากันจนกระทั่งพ่อของเขาป่วยเสียชีวิตในปี 2392 สเตาส์ลูกชายจึงได้รวมวงของพ่อเข้ากับวงของตน ตลอดชีวิตเขาแต่งเพลงไว้จำนวนมาก ทั้งโอเปรา โอเปอเร็ทตา มาร์ช บัลเลต์ โพลกา และเพลงวอลซ์ เพลงวอลซ์ของเขามีลักษณะเหมือนซิมโฟนี มีผลงานที่ยิ่งใหญ่หลายเพลง อาทิ The Blue Danube, Wine Woman and Song, Tales from Vienna Woods, Voises of Spring, Arstist’s Life และ Emperor Waltz]
ขอบคุณสาระดีๆจาก
sanook.com