31 สิงหาคม พ.ศ.2500 : ประเทศมาเลยเซีย ได้รับเอกราชจากอังกฤษ
ประเทศ มาเลยเซีย (Malaysia) ได้รับเอกราชจากอังกฤษ หลังจากที่ถูกยึดเป็นอาณานิคมมาตั้งแต่ปี 2329 ปัจจุบันมีพื้นที่ทั้งหมด 329,750 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย 13 รัฐ แบ่งการปกครองออกเป็น 2 ส่วน คือมาเลเซียตะวันตก บริเวณคาบสมุทรมาเลย์ ประกอบด้วย 11 รัฐ และส่วนของมาเลเซียตะวันออกมี 2 รัฐ อยู่ติดกับประเทศบรูไนและอินโดนีเซีย เมืองหลวงคือกัวลาลัมเปอร์ มีประชากรประมาณ 29,920,000 คน (พ.ศ. 2549) มีความหลากหลายทางเชื้อชาติมาก โดยประกอบด้วยชาติพันธุ์มาเลย์ จีน อินเดีย ชนพื้นเมือง ไทยและอื่น ๆ ประชากร 55 % นับถือศาสนาอิสลาม ศาสนาพุทธ 25 % ศาสนาคริสต์ 13 % และฮินดูอีก 7 % ใช้ภาษามาเลย์เป็นภาษาราชการ ใช้เงินสกุลริงกิต รัฐธรรมนูญของมาเลเซียได้บัญญัติให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ พร้อมให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม อาทิ ได้รับเงินอุดหนุนทางด้านการศึกษา สาธารณะสุข การคลอดบุตร งานแต่งงานและงานศพ มาเลเซียปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดี (Yang-diPertuan Agong) เป็นประมุข ซึ่งมาจากการเลือกตั้งจากเจ้าผู้ปกครองรัฐ 9 แห่ง และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลสหพันธรัฐ สินค้าส่งออกที่สำคัญได้แก่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แร่ดีบุก (อันดับหนึ่งของโลก) สินค้าการเกษตรโดยเฉพาะยางพารา และข้าวเจ้า
31 สิงหาคม พ.ศ.2540 : เจ้าหญิงไดอานา เสียชีวิตที่กรุงปารีส
เจ้าหญิงไดอานา (Diana, Princess of Wales) ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เสียชีวิตที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ขณะอายุได้ 36 ปี พร้อมกับ โดดี อัล ฟาเย็ต (Dodi Al Fayed) คนรักและคนขับรถ หลังจากถูกรถมอเตอร์ไซค์ของนักข่าวไล่ตามด้วยความเร็วสูง จนกระทั่งรถยนต์ของพระองค์เสียหลักและประสบอุบัติเหตุ การสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานาได้กลายเป็นกรณีตัวอย่างของการรุกรานสิทธิส่วนบุคคลโดยสื่อมวลชน ข่าวการเสียชีวิตของเจ้าหญิงไดอานาได้สร้างความสะเทือนใจต่อคนทั่วโลก และก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุครั้งนี้อย่างกว้างขวาง
31 สิงหาคม พ.ศ.2431 : แจ็ค เดอะ ริปเปอร์ ลงมือสังหารเหยื่อรายแรก
"แจ็ค เดอะ ริปเปอร์” (Jack The Ripper) เริ่มลงมือสังหารเหยื่อรายแรกคือ แมรี แอนน์ นิโคลส์ (Mary Ann Nichols) โดยพบศพของแมรีถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมที่บริเวณถนนบัคส์โรว์ (Buck’s Row) ทั้งนี้ “แจ็ค เดอะ ริปเปอร์” หรือ “แจ็คนักเชือด” เป็นสมยานามของฆาตกรต่อเนื่อง (Serial Killer) ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในโลก ที่สังหารโสเภณีในลอนดอนติดต่อกันอย่างน้อย 5 คนในช่วงทศวรรษที่ 1880 แม้จะมีการสอบสวนสืบสวน และคาดเดาลักษณะของฆาตกรไปต่าง ๆ นานา แต่เขาก็ไม่เคยถูกจับตัวได้ ชื่อ “แจ็ค เดอะ ริปเปอร์” ปรากฎครั้งแรกในท้ายจดหมายทีถูกส่งมายังสำนักข่าวในอังกฤษ โดยอ้างตัวว่าเป็นฆาตกรในคดีดังกล่าว คดีฆาตกรรมต่อเนื่องของเขาเป็นที่สนใจของประชาชนเป็นอย่างมาก มีการลงข่าวในหนังสือพิมพ์ จนภายหลังก็มีการนำเรื่องความลึกลับซับซ้อนในการฆาตกรรมของเขามาแต่งเป็นหนังสือและสร้างภาพยนตร์หลายเรื่อง จนกลายเป็นเรื่องโรแมนติกและทำให้คนทั่วไปต้องการไขปริศนามาตลอดร้อยปีที่ผ่านมา
31 สิงหาคม พ.ศ.2450 : วันเกิด รามอน แมกไซไซ ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของฟิลิปปินส์
วันเกิด รามอน แมกไซไซ (Ramon del Fierro Magsaysay) ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของฟิลิปปินส์ เกิดที่จังหวัดแซมบาเลส (Zambales) ประเทศฟิลิปปินส์ในสมัยที่ยังเป็นอาณานิคมของสหรัฐอเมริกา พ่อเป็นช่างเหล็ก ส่วนแม่เป็นครู แมกไซไซเข้าเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ ภายหลังย้ายไปเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ แต่ไปจบบริหารธุรกิจที่ Jose Rizal College เริ่มทำงานเป็นช่างเครื่องที่บริษัทขนส่งในเมืองมนิลา ในระยะแรกบริษัทขาดทุนจนเกือบจะล้มละลาย แต่แมกไซไซได้เสนอวิธีทำงานแบบใหม่และมาตรการป้องกันการคอรัปชั่น ส่งผลให้บริษัทเริ่มกลับมาได้กำไร ในที่สุดเขาก็ได้เป็นผู้จัดการทั่วไป เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองระเบิดขึ้นในฟิลิปปินส์ เขาได้เข้าร่วมในกองทัพจนกระทั่งสงครามสงบ อเมริกาคืนเอกราชให้ฟิลิปปินส์ และแต่งตั้งให้แมกไซไซเป็นผู้ว่าราชการแห่งเมืองแซมบาเลส จากนั้นเขาก็ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกสองสมัย ในปี 2493 ประธานาธิบดีคิริโน (Elpidio Rivera Quirino) ก็ได้แต่ตั้งให้แมกไซไซเป็นเลขานุการของฝายป้องกันอาณาจักร (National Defense) และสามารถปราบปรามกองโจรก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ได้สำเร็จ โดยการส่งทหารลงไปสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชาวบ้านในชนบท ในที่สุดก็ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดี เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2496 ดำรงตำแหน่งจนกระทั่งเสียชีวิตในวันที่ 16 มีนาคม 2500 ปีต่อมาก็ได้มีการก่อตั้ง "มูลนิธิรางวัล รามอน แมกไซไซ" (Ramon Magsaysay Award Foundation) เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ประธานาธิบดีรามอน ซึ่งเป็นแบบอย่างของผู้ที่อุทิศตนทำงานเพื่อประชาธิปไตย และเป็นกองทุนของ "รางวัลรามอน แมกไซไซ" (Ramon Magsaysay Award) ให้แก่ผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม รางวัลแมกไซไซนี้เปรียบเสมือนกับรางวัลโนเบลแห่งเอเชีย โดยแบ่งออกเป็น 6 สาขาได้แก่ บริการรัฐกิจ, บริการสาธารณะ, ผู้นำชุมชน, วารสารศาสตร์ วรรณกรรม และศิลปะการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์, สันติภาพและความเข้าใจระหว่างประเทศ และ ผู้นำในภาวะฉุกเฉิน มีพิธีมอบรางวัลเป็นประจำในวันที่ 31 สิงหาคมของทุกปี ที่กรุงมนิลา ประเทศฟิลิปปินส์
31 สิงหาคม พ.ศ.2440 : โทมัส อัลวา เอดิสัน จดสิทธิบัตรเครื่องฉายภาพยนตร์รุ่นแรกของโลก
31 สิงหาคม พ.ศ. 2440 โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) นักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน จดสิทธิบัตร คิเนโตสโคป (kinetoscope) เครื่องฉายภาพยนตร์รุ่นแรกของโลก อีก 6 ปีต่อมาได้มีการใช้กล้องของเอดิสันถ่ายภาพยนตร์เรื่องแรกคือ The Great Train Robbery ความยาวประมาณ 8 นาที ถ่ายภาพโดย เอ็ดวิน เอส. พอร์ทเตอร์ (Edwin S. Porter)
31 สิงหาคม พ.ศ.2364 : วันเกิด แฮร์มันน์ วอน เฮล์มโฮลทซ์
วันเกิด แฮร์มันน์ วอน เฮล์มโฮลทซ์ (Hermann Ludwig Ferdinand von Helmholtz) แพทย์และนักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน เกิดที่เมืองโพตส์ดาม พ่อเป็นครูสอนภาษาเยอรมัน ปรัชญา คณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ ที่โรงเรียนมัธยมในเมือง ตอนเด็ก ๆ เขาชอบวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ และสามารถสอบชิงทุนได้เรียนแพทย์ที่Friedrich Wilhelm Institute of Medicine and Surgery นอกจากตั้งในเรียนในสายวิทยาศาสตร์อย่างจริงจังแล้ว เฮล์มโฮลทซ์ยังชอบอ่านกวีนิพนธ์ของเกอเธ่ และปรัชญาของคานท์ด้วย หลังจากเรียนจบเขาได้เป็นศัลยแพทย์ประจำกองทัพ ระหว่างนั้นก็ทำงานวิจัยมาตลอด ในปี 2390 เขาเสนอผลงานวิจัยเรื่อง"conservation of energy” ซึ่งมีใจความว่า พลังงานไม่สูญหายและพลังงานในจักรวาลมีค่าคงตัว แม้เขาจะไม่ใช่คนแรกที่ค้นพบพลังงาน แต่เขาเป็นคนแรกที่เขียนกฎนี้ออกมาในรูปของสมการ และพิสูจน์ความถูกต้องโดยการทดลอง กฎทรงพลังงานของเฮล์มโฮลทซ์ทำให้นักวิทยาศาสตร์มีมุมมองธรรมชาติในรูปแบบใหม่ จึงนับได้ว่ากฎของเขาได้ปฏิรูปวิทยาศาสตร์ครั้งใหญ่ จากนั้นเขาก็ถูกดึงตัวไปเป็นอาจารย์กายวิภาคศาสตร์ที่ Academy of Arts แห่งกรุงเบอร์ลิน ไม่นานก็ได้ดำรงตำแหน่งทางศาสตราจารย์ทางสรีรวิทยา นอกจากนี้เขายังได้ศึกษาทดลองเรื่องระบบประสาทของมนุษย์และสามารถวัดความเร็วของสัญญาณประสาทได้เป็นครั้งแรก จากนั้นเขาก็ได้ศึกษาทางเดินของแสงในเลนส์ตา และจอรับภาพในตา รวมถึงการใช้สมองแปลความหมายของสิ่งที่เห็น ในปี 2394 เขาประดิษฐ์ "Opthalmoscope” เครื่องตรวจสอบสภาพภานในดวงตา ซึ่งจักษุแพทย์ยังใช้กันอยู่จนทุกวันนี้ จากนั้นในปี 2406 เขาได้เขียนหนังสือเรื่อง "Theory of the Sensations of Tone” อธิบายเรื่องการได้ยินว่า เมื่อหูได้รับพลังกระตุ้นจากภายนอก หูจะทำงานโดยการส่งสัญญาไฟฟ้าไปที่สมอง แล้วสมองแปลความหมายของสัญญาณที่ได้รับอีกทอดหนึ่ง ในระหว่างทำงานอยู่ที่เบอร์ลินเขาได้แปลความหมายของสมการแม่เหล็กไฟฟ้าของแม็กซ์เวลล์ (Electromagnetism, Maxwell’s equations) ทำให้โลกรู้ว่าแสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ระหว่างเดินทางไปอเมริกาโดยทางเรือ เขาเมาคลื่นจนตกบันไดศรีษะฟาดพื้น จากนั้นสุขภาพก็เริ่มทรุดโทรม เป็นอัมพฤกษ์และเส้นเลือดในสมองอุดตัน เสียชีวิตในวันที่ 12 กรกฎาคม 2437
ขอบคุณสาระดีๆจาก sanook.com






