วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2558

สาระความรู้ วันนี้....ในอดีต (ตอน 30 กันยายน พ.ศ.2511 : วันสุดท้ายของการเดินรถรางสายรอบเมืองของกรุงเทพฯ)


     เจมส์ ดีน นักแสดงชาวอเมริกัน ถึงแก่กรรมจากอุบัติเหตุรถยนต์ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ในวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1955 ซึ่งขณะนั้น เจมส์ ดีน มีอายุได้เพียง 24 ปี



     วันสุดท้ายของการเดินรถรางสายรอบเมือง ซึ่งเป็นรถรางสายสุดท้ายของกรุงเทพฯ


                                                                                                   ขอบคุณสาระดีๆจาก sanook.com


วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2558

สาระความรู้ วันนี้....ในอดีต (ตอน 29 กันยายน พ.ศ.2090 : วันเกิด มิกูเอล เด เซร์บานเตส นักประพันธ์ชาวสเปน)



     วันเกิด มิกูเอล เด เซร์บานเตส (Miguel de Cervantes) นักประพันธ์ชาวสเปน เจ้าของนิยายคลาสสิกเรื่องยิ่งใหญ่ "Don Quixote de la Mancha" (ดอน กิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน) เซร์บานเตสเกิดที่เมืองอัลกาลา เด เอนาเรส (Alcala de Henares) ทางตะวันออกของสเปน ในครอบครัวชนชั้นสูง เป็นลูกคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้องเจ็ดคน เขาติดตามพ่อซึ่งเป็นหมอเร่ร่อนหางานไปตามเมืองต่าง ๆ ทั่วสเปน ได้เข้าเรียนที่กรุงแมดริดเป็นช่วงสั้น ๆ ต่อมาได้เป็นเป็นทหารในกองทัพสเปน ในการรบที่สมรภูมิเลปันโต (Battle of Lepanto) เขาบาทเจ็บจนแขนซ้ายพิการ ต่อมาก็ถูกโจรสลัดจับไปเป็นทาสในกรุงแอลเจียส์ (Algiers) เมืองหลวงของประเทศอัลจีเรียอยู่ห้าปี ในที่สุดเขาก็ได้กลับมายังแมดริด ทำงานเสมียนชั่วคราวได้ค่าจ้างน้อยนิด เซร์บานเตสเริ่มเขียนหนังสือในช่วงนี้เอง ผลงานในช่วงแรก ๆ มีทั้งบทกวีและเรื่องสั้น แต่ไม่ประสบความสำเร็จนัก ในระหว่างนี้เขามีสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายคน จนในท้ายที่สุด แต่งงานกับลูกสาวชาวไร่ผู้มั่งคั่ง แต่ไม่กี่ปีต่อมาเขากลับทิ้งภรรยา ออกไปใช้ชีวิตเร่ร่อนพเนจรร่วมยี่สิบปี ระหว่างนั้นก็เลี้ยงชีพจากการเก็บค่าเช่าและเป็นตัวแทนจัดซื้อของกองเรือรบสเปน เขามีหนี้สินมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นบุคคลล้มละลาย ถูกจำคุกถึงสองครั้ง ขณะติดคุกอยู่ที่เมืองเซวิลล์ (Seville) เขาจึงได้เขียนหนังสือย่างจริงจัง ผลงานชิ้นสำคัญชิ้นแรกได้รับการตีพิมพ์ในปี 2128 คือเรื่อง "La Galatea" จากนั้นเขาก็เริ่มเขียน "ดอน กิโฆเต้ฯ" ในปี 2140 ภาคแรกตีพิมพ์ในปี 2147 ปรากฏว่าเป็นประสบความสำเร็จมาก จากนั้นเซร์บานเตสก็เขียนภาคสองตีพิมพ์ในปี 2156 แม้จะโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ทว่าชีวิตก็ยังต้องกระเบียดกระเสียรอยู่นั่นเอง เซร์บานเตสเสียชีวิตในวันที่ 23 เมษายน 2159 วันเดียวกับเชคสเปียร์ “ดอน กิโฆเต้ฯ” เป็นนิยายอัศวินล้อเลียนเสียดสี ตัวเอกเป็นขุนนางต่ำศักดิ์ชราคนหนึ่งแห่งแคว้นลามันช่า ที่คลั่งไคล้นิยายอัศวิน จนในที่สุดก็หาเสื้อเกราะเก่า ๆ และขี่ลาแก่ ๆ ออกพเนจรไปด้วยอุดมการณ์อันบริสุทธิ์ที่ต้องการปราบอธรรม พร้อมกับผู้ช่วยชาวนารูปร่างอ้วนชื่อ "ซานโช่ ปันซ่า” (Sancho Panza) ซึ่งหวังว่าสักวันหนึ่ง ดอน กิโฆเต้ประสบความสำเร็จจะได้ยกให้ตนเป็นเจ้าของที่ดิน ระหว่างทางทั้งคู่ถูกชาวบ้านหัวเราะเยาะ ยิ่งเมื่อดอน กิโฆเต้เข้าโรมรันกับกังหันลม ด้วยคิดว่าเป็นมังกรร้าย ผู้คนต่างหาว่าเขาเป็นบ้า มีแต่เพียงซานโช่เท้านั้นที่ยังศรัทธา จนญาติ ๆ ต้องออกมาตามหาพาตัวดอน กิโฆเต้กลับบ้าน นิยายเรื่องนี้สะท้อนการต่อสู้ระหว่างโลกในอุดมคติซึ่งมีกิโฆเต้เป็นตัวแทน กับโลกแห่งความจริงซึ่งมีซานโช่เป็นตัวแทน… เป็นนิยายที่ได้รับการยกย่องว่า สามารถทำให้เด็ก ๆ อ่านแล้วหัวเราะได้ คนหนุ่มสาวอ่านแล้วต้องครุ่นคิด คนแก่อ่านแล้วหลั่งน้ำตา



     วันเกิด จาโคโป โรบัสตี (Jacopo Robusti) หรือ "ตินโตเร็ตโต" (Tintoretto) จิตรกรผู้ยิ่งใหญ่คนสุดท้ายแห่งยุคเรอเนซองส์ เกิดที่เมืองเวนิซ ประเทศอิตาลี เป็นบุตรคนหัวปีในจำนวนพี่น้อง 21 คน บิดาเป็นช่างย้อมผ้า ซึ่งภาษาอิตาเลียนเรียกว่า "tintore" เด็กชายโรบัสตีจึงมีชื่อเล่นว่า "Tintoretto" ซึ่งแปลว่า “บุตรของช่างย้อมผ้า” เขาชอบวาดรูปโดยขีดเขียนผนังบ้านมาตั้งแต่เด็ก เมื่ออายุ 12 ขวบบิดาพาไปฝึกงานกับ ติเตียน (Titian) จิตรกรใหญ่แห่งเมืองเวนิซ แต่เรียนได้เพียง 10 วันก็ถูกไล่ออก หลายคนคิดว่าคงเป็นเพราะติเตียนในวัย 56 ปีรู้สึกริษยาความสามารถของตินโตเร็ตโต แต่บางคนก็คิดว่า ฝีมือตินโตเร็ตโตแสดงความเป็นอิสระที่ไม่ต้องการครูใด ๆ มาสอน ตั้งแต่นั้นมาเขาก็ฝึกฝนวาดภาพโดยการศึกษาผลงานของมิเกลันเจโลและติเตียน เขามีคติว่า “จงใช้สีเยี่ยงติเตียน และจงวาดลายเส้นเยี่ยงมิเกลันเจโล” ("Michelangelo’s design and Titian’s color") ภายหลังฝีมือของเขาแก่กล้าเทียบเท่าติเตียน ในบั้นปลายชีวิตจิตรกรร่วมรุ่นต่างก็ยกย่องให้เขาเป็น "มิเกลันเจโลแห่งเวนิซ" เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 3237 ขณะอายุได้ 70 ปีผลงานของตินโตเร็ตโตส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับศาสนา เทพนิยาย ภาพพอร์เทรต และภาพสเก็ตช์ ผลงานชิ้นสำคัญเป็นภาพขนาดใหญ่คือ "The Last Supper”, “The Washing of the Feet”, “The Abduction of the Body of St. Mark"



     วันเกิด มิเกลันเจโล การาวัจจิโอ (Michelangelo Merisi da Caravaggio) จิตรกรเอกชาวอิตาเลียน ในยุคบาโรก (Baroque) เกิดที่หมู่บ้านการาวัจจิโอใกล้เมืองแบร์กาโม ทางตอนเหนือของอิตาลี ในวัยหนุ่มเขาเป็นผู้มีอารมณ์ร้อนแรง มักจะวิวาทกับบุคคลอื่นเสมอ ตอนอายุ 21 ปีเขาฆ่าคนตายจากการดวลดาบ จึงต้องหลบหนีไปมาระหว่างโรม เนเปิล ซิซิลี และมอลตา เลี้ยงชีพโดยการวาดภาพขายข้างถนน ต่อมาก็ได้รับการอุปถัมภ์จากคหบดีชาวซิซิลี เมื่ออายุได้ 25 ปีการาวัจจิโอได้วาดภาพ “Young Sick Bacchus” ซึ่งเป็นภาพของเด็กหนุ่มสวมมาลัยดอกไม้ ดูเหมือนเทพบุตร ภาพนี้ทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังขึ้นจนได้รับมอบหมายให้วาดภาพ "The Martyrdom of Saint Matthew" ขนาด 3.23 X 3.43 เมตร ภาพที่ยิ่งใหญ่นี้ได้ดึงดูดคนดูมากถึง 3 แสนคนให้เข้ามาชมในปี 2143 ผลงานส่วนใหญ่ของการาวัจจิโอแสดงอารมณ์รุนแรงและโหดร้าย เสมือนอยากให้คนยอมรับความก้าวร้าวของตน เพราะเขาเป็นคนมีอารมณ์รุนแรงจนควบคุมโทสะไม่ได้อยู่บ่อย ๆ อีกทั้งยังชอบวาดภาพให้มีความสมจริงมาก เช่น วาดรอยตีนกาบนใบหน้า วาดนักบุญเปลือยเท้า ชีวิตในบั้นปลายเขาต้องหลบหนีคดีทำร้ายร่างกายและฆ่าผู้อื่น ในที่สุดก็เสียชีวิตอย่างน่าเวทนาบนชายหาดที่แคว้นทัสแคน เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2135 ขณะอายุเพียง 38 ปี ผลงานของการาวัจจิโอได้รับการยกย่องให้เป็นภาพเขียนที่ยิ่งใหญ่ มีการใช้แสงเงาเพิ่มอารมณ์ของภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาพของเขามักมีฉากหลังมืดดำ แสดงอารมณ์ความโหดร้ายได้เหมือนจริงยิ่งกว่าภาพถ่ายเสียอีก ผลงานชิ้นสำคัญ ๆ ได้แก่ "Salome with the Head of John the Baptist”, “The Adoration of the Shepherds”, “The Flagellation” และ "David with the Head of Goliath”



     วันพระราชสมภพ เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 9 แห่งราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ (เจ้าเจ็ดตน) ซึ่งเป็นองค์สุดท้ายแห่งนครเชียงใหม่ พระนามเต็มคือ “พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ ประพัทธอินทนันทพงษ์ ดำรงนทีสันดรเขตต์ ทศลักษเกษตรอุดม บรมราชสวามิภักดิ์ บริรักษ์ปัจฉิมานทิศสุจริตธรรมธาดา มหาโยนางคราชวงษาธิบดี” มีพระนามเดิมว่า "เจ้าแก้ว" ทรงเป็นราชโอรสใน พระเจ้าอินทรวิชยานนท์ พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 กับ แม่เจ้าเขียวเทวี ประสูติ ณ คุ้มหลวงนครเชียงใหม่ (บริเวณโรงเรียนยุพราชวิทยาลัยในปัจจุบัน) เข้ารับราชการเมื่อปี 2420 เมื่อทรงมีพระชนมายุได้ 15 พรรษา เสด็จขึ้นครองนครเชียงใหม่ในปี 2454 ทรงเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่องค์ที่ 9 มีสิทธิ์ในการปกครองอย่างเจ้าประเทศราช โดยจะต้องถวายต้นไม้เงินต้นไม้ทองเป็นเครื่องราชบรรณาการทุก 3 ปี ทรงนำทหารปราบกบฏพญาผาบในปี 2433 ทรงเป็นนายกองสร้างถนนหลายสาย เพื่อเชื่อมการคมนาคมอำเภอรอบนอกกับในเมือง เช่น ถนนสายสันทราย-ดอยสะเก็ด ปัจจุบันเรียกว่า “ถนนแก้วนวรัฐ” ถนนสายขึ้นดอยสุเทพ โดยร่วมกับ ครูบาศรีวิชัย โดยเจ้าแก้วนวรัฐทรงเป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสกุลแก่พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ และทายาทในสกุลเจ้าเจ็ดตนว่า "ณ เชียงใหม่" เจ้าแก้วนวรัฐเสด็จพิราลัยเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2482 รวมระยะเวลาที่ทรงครองนคร 28 ปี สิริพระชนมายุได้ 77 พรรษา จากผลงานที่ทรงทำนุบำรุงบ้านเมือง นามของท่านได้รับการจารึกเพื่อเป็นเกียรติสืบมาคือ สะพานนวรัฐ, สโมสรนวรัฐ, ถนนแก้วนวรัฐ, วัดศรีนวรัฐ และ โรงเรียนศรีนวรัฐ



     สมพงษ์ เลือดทหาร คนขับรถแท็กซี่ ถูกศาลอาญาพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทย์ยื่นฟ้อง ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง และให้คืนเงินรางวัล 200,500 บาทแก่ผู้เสียหาย จากเหตุการณ์ที่นายสมพงษ์ได้อ้างตนว่าเก็บกระเป๋าเงินของนักธุรกิจต่างชาติซึ่งมีเงินกว่า 20 ล้านบาทแล้วนำไปคืนให้เจ้าของ ทำให้สื่อมวลชนลงข่าวครึกโครม ประชาชนต่างชื่นชมและยกย่องการกระทำในครั้งนี้ มอบรางวัลและโล่ประกาศเกียรติคุณให้เขามากมาย แต่หลังจากนั้นตำรวจก็ได้สืบทราบว่า วีรบุรุษแท็กซี่ผู้นี้เป็นคนลวงโลก สร้างเรื่องขึ้นมาเพียงเพื่ออยากดัง ตำรวจจึงตั้งข้อหาหลอกลวงเจ้าพนักงาน ในที่สุดต้องจำคุกเป็นเวลา 1 ปี 2 เดือน ล่าสุดหลังจากพ้นคดี สมพงษ์พยายามกลับตัวกลับใจและเป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งตามร้านอาหาร งานผ้าป่าและทอดกฐินตามต่างจังหวัด


                                                                                            ขอบคุณสาระดีๆจาก sanook.com




วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2558

สาระความรู้ วันนี้....ในอดีต (ตอน 28 กันยายน พ.ศ.2460 : พระราชบัญญัติธง พระพุทธศักราช 2460)



          28 กันยายน พ.ศ. 2460 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ประเทศไทยออกประกาศ "พระราชบัญญัติธง พระพุทธศักราช 2460" แก้ไขลักษณะธงชาติจากธงช้างที่เริ่มใช้เมื่อปี 2459 ให้เป็นธงไตรรงค์ ซึ่งใช้เป็นธงชาติไทยมาจนถึงทุกวันนี้




         28 กันยายน พ.ศ. 2532 นายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส (Ferdinand Marcos) อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ถึงแก่อสัญกรรม มาร์กอสได้ชื่อว่าเผด็จการมากที่สุดคนหนึ่ง



     28 กันยายน พ.ศ. 2438 หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis pasteur) นักเคมีชาวฝรั่งเศส เสียชีวิต ปาสเตอร์เกิดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2365 ที่เมืองโดล รัฐจูรา แต่ไปเติบโตที่เมืองอาร์บัวส์ (Arbois) บิดาเป็นทหารผ่านศึกจากสงครามโปเลียน ตอนเด็ก ๆ เขาเคยสนใจศิลปะ ต่อมาก็หันมาสนใจเคมี และสำเร็จการศึกษาวิชาเคมีจากมหาวิทยาลัยสตราส์เบิร์ก (Strasbourg University) จากนั้นก็เริ่มงานเป็นนักเคมีในห้องทดลอง ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขา และสร้างคุณประโยชน์อย่างมากให้กับสาธารณชน คือวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งในอดีตเป็นโรคที่สามารถคร่าชีวิตคนเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้เขายังค้นพบวัคซีนอีกหลายชนิด ได้แก่ อหิวาตกโรค วัณโรค และโรคคอตีบ ในปี 2405 เขาได้ทดสอบการฆ่าเชื้อด้วยวิธีการ พาสเจอร์ไรซ์เซชัน (pasteurization) เป็นครั้งแรก ซึ่งมีประโยชน์ต่อการถนอมอาหารเป็นอย่างมาก ต่อมาเขาได้ทดลองค้นคว้าเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคติดต่อชนิดต่าง ๆ จนสามารถค้นพบวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นครังแรกในปี 2428 นอกจากนี้ยังพบวัคซีนป้องกันโรคแอนแทรกซ์อีกด้วย ต่อมาในปี 2430 เขาก่อตั้ง "สถาบันปาสเตอร์” (Pasteur Institute) ขึ้นที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ก่อนที่จะขยายสถาบันปาสเตอร์ไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก (ในประเทศไทยใช้ชื่อว่า“สถานเสาวภา” เป็นหน่วยงานในสังกัดสภากาชาดไทย) ทุกวันนี้สถาบันปาสเตอร์ยังคงเป็นสถาบันวิจัยทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุดในโลก คณะวิจัยที่นี่เป็นคณะแรก ๆ ที่ค้นพบเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV)



     28 กันยายน พ.ศ. 2496 เอ็ดวิน ฮับเบิล (Edwin Powell Hubble) นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน หนึ่งในนักดาราศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 เสียชีวิต ฮับเบิลเกิดเมื่อวัน 20 พฤศจิกายน 2432 ที่เมืองมาร์ชฟิลด์ รัฐมิสซูรี เรียนเก่งทุกวิชามาตั้งแต่เด็ก และเป็นนักกีฬากระโดดสูง เรียนจบวิชาคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชิคาโก จากนั้นก็เรียนต่อปริญญาโทภาษาสเปนที่มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด แล้วกลับมาทำงานเป็นครูโรงเรียนไฮสคูล และเป็นโคชบาสเก็ตบอล ที่รัฐอินเดียนา เข้าเป็นทหารในช่วงสครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนจะออกมาทำงานที่หอดูดาว "Yerkes Observatory” ประจำมหาวิยาลัยชิคาโก และประจำหอดูดาวแห่งนี้จะกระทั่งเสียชีวิต การค้นพบที่สำคัญของฮับเบิลคือ การค้นพบดาวฤกษ์ที่อยู่นอกกาแล็กซีทางช้างเผือก ในปี 2467 และเขายังค้นพบต่อไปอีกว่า เอกภพกำลังระเบิดตัวออกไปเรื่อย ๆ ดาราจักรใดที่ยิ่งอยู่ห่างไกลออกไป ก็จะยิ่งพุ่งตัวห่างออกไปจากเอกภพด้วยความเร็วที่มากขึ้น ซึ่งหมายถึงเอกภพกำลังขยายตัวนั่นเอง การค้นพบของฮับเบิลครั้งนี้พามนุษยชาติก้าวกระโดดเข้าใกล้ความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดของเอกภพมากขึ้น ทั้งยังเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการศึกษาเรื่องดาราศาสตร์สมัยใหม่อีกด้วย แต่เดิมนักดาราศาสตร์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าเอกภพประกอบด้วยทางช้างเผือก ดาราจักรของเราและเทหวัตถุทั้งหมดบนท้องฟ้า แต่การค้นพบของฮับเบิลได้ทลายขอบเขตเดิมของจักรวาลที่มนุษย์เชื่อกันมานาน และเป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจกาลอวกาศในมุมมองใหม่ที่น่าอัศจรรย์




     28 กันยายน พ.ศ. 2534 ไมล์ส เดวิส (Miles Dewey Davis III) นักทรัมเป็ตผู้ปฏิวัติดนตรีแจ๊สชาวอเมริกัน เสียชีวิต ไมล์สเกิดเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2469 ที่รัฐอิลินอยส์ พ่อซึ่งเป็นทันตแพทย์ได้ซื้อทรัมเป็ตให้เขาตอน 9 ขวบ ตอนอายุ 13 ปีเขาตั้งวงดนตรีกับเพื่อน ๆ ในปี 2487 เขาตัดสินใจเรียนดนตรีที่ Julliard School of Music ที่นิวยอร์ก แต่กลับปฏิเสธหลักสูตรการสอนของโรงเรียน ออกมาฝากเนื้อฝากตัวกับ ชาร์ลี ปาร์คเกอร์(Charlie "Bird" Parker) นักดนตรีหัวขบถ หนึ่งในผู้ให้กำเนิดแนวทาง "บีบ๊อพ” (Bebob) ฝึกฝนจนจนได้เป็นมือทรัมเป็ตในวงควินเต็ต (Quintet-วง 5 ชิ้น) ของเบิร์ด อัดแผ่นไวนิลครั้งแรกใน 2488 ไมล์สเติบโตทางดนตรีขึ้นเรื่อย ๆ จนแยกตัวออกจากเบิร์ด ออกผลงานชุด "Birth of the Cool” ในปี 2500 กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ"คูล แจ๊ส” (Cool Jazz) กระแสใหม่ของแจ๊สที่แตกแขนงจากบีบ๊อพ โดยการนำแนวดนตรีคลาสสิกมาผสมผสาน จากนั้นก็ตั้งวงควินเต็ตสร้างผลงานยอดเยี่ยมไว้หลายชุดโดยเฉพาะ "‘Round About Midnight” ในปี 2502 เขาปฏิวัติวงการแจ๊สอีกครั้งด้วยผลงาน "Kind of Blue” ซึ่งให้ความสำคัญกับการประสานสเกล (Mode) มากกว่าการใช้คอร์ด โดยลดทอนโครงสร้างของเพลงให้หลวมลง นักดนตรีจึงมีอิสระในการอิมโพรไวซ์ (Improvise) มากขึ้น กลายเป็นแจ๊สแขนงใหม่ที่เรียกว่า "โมดัล แจ๊ส” (Modal Jazz) ในช่วงปลายทศวรรษ 1960s แนวทาง "ฟรี แจ๊ส” (Free Jazz) กำลังเติบโต ซับซ้อน ลึกซึ้งและยากแก่การเข้าถึงของคนทั่วไปขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับเพลง "ร็อค แอนด์ โรลล์” (Rock ‘n Roll) ในอเมริกากำลังกลายเป็นดนตรีกระแสหลักแทนแจ๊ส ไมล์สก็ปฏิวัติดนตรีแจ๊สอีกครั้ง ด้วยการนำซาวด์ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องดนตรีไฟฟ้ามาใช้ กลายเป็น "ฟิวชัน แจ๊ส” (Fusion Jazz) ในผลงานชุด "Bi tches Brew” เมื่อปี 2513 ส่งผลให้วงการแจ๊สที่กำลังหลับ ลุกขึ้นมาเขย่าวงการดนตรีอีกครั้ง จากนั้นเขาก็สร้างสีสันใหม่ ๆ แปลก ๆ ให้วงการแจ๊สต่อมาอีกหลายชุดก่อนจะเงียบหายไปจากวงการระยะหนึ่ง ในปี 2524 เขากลับมาพร้อมกับผลงานชุด "The Man With The Horn” ซาวด์ดนตรีที่ฉูดฉาด ซับซ้อนของความหนุ่มถูกแทนที่ด้วย ความเรียบง่าย สุขุม นุ่มลึก และผลงานสุดท้าย "Live Around The World” บันทึกการแสดงสดก่อนเขาจะเสียชีวิต นอกจากเขาจะเป็นนักทรัมเป็ตมือฉกาจที่มีซาวด์เฉพาะตัวแล้วเขายังแต่งเพลงไว้จำนวนมาก และเป็นหัวหน้าวงที่สร้างดาวแจ๊สไว้หลายคน ในขณะที่นักดนตรีแจ๊สส่วนหนึ่งหลงไหลอยู่กับสำเนียงเดิม ๆ บางกลุ่มมุ่งลึกเข้าไปใน "ตัวตน" แต่ไมล์สก้าวทันยุคสมัยอยู่เสมอ และมุ่งไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ยอมกลับมาเล่นซ้ำผลงานดนตรีแบบเก่า ๆ เขาสร้างผลงานอมตะที่เป็นดั่งหมุดหมายหลักของแจ๊สไว้หลายชุด และเป็นนักดนตรีแจ๊สที่มีอิทธิพลต่อวงการแจ๊สมากที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษที่ 20 และมีอิทธิพลต่อวงการดนตรีมาจนทุกวันนี้ ถึงขนาดมีคนยกย่องให้เขาเป็น "Picasso of Jazz"


                                                                                              ขอบคุณสาระดีๆจาก sanook.com



วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2558

สาระความรู้ วันนี้....ในอดีต (ตอน 26 กันยายน พ.ศ.2418 : คอต หนังสือพิมพ์รายวันฉบับแรกของไทยออกเป็นฉบับปฐมฤกษ์)



     26 กันยายน พ.ศ. 2123 เซอร์ฟรานซิส เดรก (Sir Francis Drake) นักสำรวจและเดินเรือชาวอังกฤษ สามารถแล่นเรือได้รอบโลกได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2120 เขาได้ออกเดินทางพร้อมกับเรือ 5 ลำสู่มหาสมุทรแปซิฟิก ผ่านช่องแคบแมกเจลแลนด์ แต่หลังจากที่เรือหลายลำได้รับความเสียหายจนเหลือแต่ลำของเขาเพียงลำเดียว ที่ชื่อว่า โกลเด็นไฮนด์ (The Golden Hind) เขาแล่นข้ามหาสมุทรแปซิฟิกจนถึงเกาะเปลิว แล้วจึงเดินทางกลับอังกฤษผ่านแหลมกู๊ดโฮป นับเป็นนักเดินเรือชาวอังกฤษคณะแรกที่เดินทางรอบโลกได้สำเร็จ ต่อมาในปี 2128 สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 1 ทรงแต่งตั้งให้เขาเป็นอัศวิน หรือ เซอร์ (Sir)




     26 กันยายน พ.ศ. 2418 คอต (COURT) หนังสือพิมพ์รายงานข่าวของทางราชการ และหนังสือพิมพ์รายวันฉบับแรกของคนไทย ออกเป็นฉบับปฐมฤกษ์ โดยมี สมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ เป็นองค์บรรณาธิการ ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น ข่าวราชการ ในปี 2419




     เบลา บาท็อค (Bela Viktor Janos Bartok) คีตกวีและนักเปียโนชาวฮังกาเรียน เสียชีวิต บาท็อคเกิดที่เมืองทรานซิลเวเนีย (Transylvania) เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2424 ในสมัยที่ยังเป็นส่วนหนึ่งอาณาจักออสเตรีย-ฮังการี เริ่มฉายแววอัจฉริยะทางดนตรีตั้งแต่ยังเด็ก บาท็อคเริ่มเรียนเปียโนตั้งแต่อายุ 5 ขวบ โดยมีแม่เป็นผู้สอน พอได้ 7 ขวบพ่อก็เสียชีวิต ครอบครัวเริ่มประสบปัญหาทางการเงิน แม่ต้องรับจ้างสอนเปียโนจนกระทั่งได้เป็นครูที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ต่อมาบาท็อคเข้าเรียนดนตรีที่เมืองบูดาเปสต์ ในปี 2446 เขาแต่งออร์เคสตราเพลงแรกสำเร็จ คือ "Kossuth” จากนั้นได้เป็นนักเปียโนประจำวงของ ริชาร์ด ชเทราส์ส์ (Richard Strauss) คีตกวีชาวเยอรมัน ซึ่งเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อผลงานในช่วงแรก ๆ ของบาท็อค นอกจากนี้ก็ยังได้รับอิทธิพลจาก เดอบุสซี (Claude Debussy) ต่อมาเขากับแม่และน้อง ๆ ได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองพอสโซนี (ปัจจุบันคือบระทิสลาวา เมืองสำคัญของเชค) ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางวัฒธรรม บาท็อคได้ซึมซับดนตรีพื้นบ้านของยุโรปและตะวันออกกลาง ทั้งเพลงเต้นรำ และเพลงยิบซี เขาได้ออกเดินทางไปรวบรวมเพลงพื้นบ้านเพื่อสะสมไว้เป็นจำนวนมาก รวมทั้งเพลงอาหรับไว้อีกกว่าพันเพลง ผลงานของเขาจึงมีกลิ่นอายดนตรีพื้นบ้านอยู่มาก เสียเปียโนของเขามีความหมดจดงดงาม นุ่มนวล เล่นไปตามสบาย พร้อมกับการตีความหมายของเพลงที่ตนเล่นออกมาด้วย นับว่าเป็นดนตรีที่มีอิสระเป็นอย่างยิ่ง เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ระเบิดขึ้น ฮิตเลอร์ผนวกออสเตรียเข้ากับเยอรมนี ในปี 2483 บาท็อคก็อพยพไปสหรัฐอเมริกา ได้งานทำในมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในฐานะผู้รวบรวมดนตรีพื้นบ้าน ชีวิตในอเมริกาเขาไม่ค่อยมีคนรู้จักมากนัก เขาใช้ใช้ชีวิตอย่างคนยากจน แต่งเพลงออกมีอีกไม่กี่ชิ้น ในบั้นปลายชีวิต เขาป่วยเป็นโรคลูคิเมียและเสียชีวิตในที่สุด หลังจากนั้นโลกจึงได้ประจักษ์ในบทเพลงของเขา ผลงานชิ้นสำคัญของบาท็อคได้แก่ อุปรากรเรื่อง "Bluebeard’s Castle", เพลงชุด "Music for Strings Percussion and Celesta”, “Concerto for Orchestra” และผลงานบัลเลต์อีกหลายชิ้น อาทิ “The Wooden Prince”


                                                                                               ขอบคุณสาระดีๆจาก sanook.com



วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2558

สาระความรู้ วันนี้....ในอดีต (ตอน25 กันยายน พ.ศ.2433 : อุทยานแห่งชาติโยเซมิติ ได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติ)



     25 กันยายน พ.ศ. 2433 อุทยานแห่งชาติ โยเซมิตี (Yosemite National Park) ของสหรัฐอเมริกา ได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติ โดยการผลักดันของนักอนุรักษ์ธรรมชาติคนสำคัญคือ จอห์น มุยร์ (John Muir) โยเซมิตีกินพื้นที่ในบริเวณเทือกเขาเซียร์รา เนวาดา (Sierra Nevada) ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย มีพื้นที่ทั้งหมด 3,081 ตร.กม. พื้นที่ตั้งอยู่ที่ระดับความสูงระหว่าง 600-4,000 ม. โยเซมิตีเป็นที่รู้จักในชื่อของหน้าผาหินแกรนิต ยอดเขา "ฮาล์ฟ โดม” (Half dome) ซึ่งสูงเกือบ 610 ม. ที่เป็นหน้าผาสูงชันตั้งตรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก น้ำตกโยเซมิตีที่สูง 739 ม. เป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในอเมริกาเหนือ ทุ่งหญ้าโยเซมิตีกว้าง 18 ตารางกิโลเมตร นอกจากนั้นยังมีโกรกธารและน้ำตกขนาดใหญ่หลายแห่ง สำรวจพบพันธุ์พืชกว่า 7 พันสปีชีส์ และสัตว์ป่าหายากอีกกว่า 160 ชนิด โยเซมิตีได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 2527 มีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยปีละกว่า 3.5 ล้านคน นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เดิมทีพื้นที่แถบนี้เป็นที่อยู่ของชาวอินเดียนแดงเผ่า พิอุต (Paiute), เซียร์รา มิวอค (Sierra Miwok) และ อะฮ์วาฮ์นีชี (Ahwahneechee) เมื่อนักสำรวจผิวขาวเข้ามาพบสายทองคำในแม่น้ำ ทำให้คนขาวจำนวนมากอพยพเข้ามา เรียกว่า “ยุคตื่นทองในแคลิฟอร์เนีย”(California Gold Rush) ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 คนขาวจึงส่งกองทัพมาขับไล่ชาวอินเดียนเจ้าของบ้าน เกิดการสู้รบกันหลายครั้ง ในที่สุดก็พ่ายแพ้แก่คนขาว ต้องอพยพไปอยู่ในเขตสงวนที่เมืองเฟรสโน (Fresno) แคลิฟอร์เนีย เมื่อหมดยุคตื่นทอง นักท่องเที่ยวคนแรกก็มาถึงที่นี่ในปี 2398 จากนั้นก็มีช่างภาพที่มีชื่อเสียงหลายคนรวมไปถึง แอนเซล อดัม (Ansel Adams) เดินทางมาถ่ายภาพ ความงามของโยเซมิตีได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณชน จนกระทั่งเกิดการแสอนุรักษ์ธรรมชาติ พื้นที่แถบนี้จึงได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติและมรดกโลกในที่สุด



     25 กันยายน พ.ศ. 2449 วันเกิด ดมีตรี ดมีตรีวิช ชอสตาโควิช (Dmitri Dmitrievich Shostakovich) คีตกวีชาวรัสเซีย เกิดที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในยุคที่สหภาพโซเวียตเรืองอำนาจ เริ่มฉายแววอัจริยะทางดนตรี โดยเล่นเปียโน และแต่งเพลงตั้งแต่เด็ก ผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาส่วนใหญ่เป็นประเภทซิมโฟนี กับควอเต็ตเครื่องสาย ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักในภาษาเยอรมันว่า "Dmitri Schostakowitsch"



     25 กันยายน พ.ศ. 2473 วันเกิด จิตร ภูมิศักดิ์ ปัญญาชนนักปฏิวัติคนสำคัญของสยาม ถึงแก่กรรม จิตรที่ อ. ประจันตาคม จ. ปราจีนบุรี เข้ามาเรียนหนังสือชั้นมัธยมที่กรุงเทพฯ และสำเร็จการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มเขียนบทความทางวิชาการด้านภาษาศาสตร์มาตั้งแต่เป็นนิสิตปี 1 พอขึ้นปี 3 ก็ได้เป็นบรรณาธิการหนังสือ มหาวิทยาลัย 23 ตุลา ซึ่งเป็นหนังสือประจำปีของจุฬาฯ ด้วยเห็นว่ามีเนื้อหาและรูปแบบซ้ำซากมานาน จิตรจึงเปลี่ยนแปลงใหม่และเขียนบทความวิจารณ์การเมือง ส่งผลให้หนังสือถูกสั่งระงับการพิมพ์ จิตรจึงถูกรุ่นพี่จับ “โยนบก” ลงจากเวทีหอประชุมใหญ่จุฬาฯ จนถูกส่งเข้าโรงพยาบาลและถูกพักการเรียน 1 ปี ระหว่างนั้นเขาจึงไปรับสอนภาษาไทยและทำงานหนังสือพิมพ์ เมื่อกลับเข้ามาเรียนหนังสืออีกครั้งเขารวมกลุ่มกับเพื่อนก่อตั้ง สหพันธ์นักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) รวมทั้งแต่เพลงปลุกใจต่าง ๆ อาทิ มาร์ชเยาวชนไทย, ธรรมศาสตร์-จุฬา ชิงชัย, มาร์ชกรรมกรไทย เรียนจบแล้วเป็นครูที่โรงเรียนเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ และสอนพิเศษที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเขาเริ่มปลูกฝังแนวคิด “ศิลปะเพื่อชีวิต” ที่นี่ หลังจากที่จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจในปี 2501 จิตรถูกจับข้อหาคอมมิวนิสต์ ติดคุกลาดยาวอยู่ 6 ปี ระหว่างนี้เขาได้เขียนและแปลหนังสือไว้หลายเล่ม อาทิ "โคทาน”, “แม่”, “คนขี่เสือ”, “พจนานุกรมภาษาละหุหรือมูเซอร์ และความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม” และ "ลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ” รวมทั้งเพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา” และเพลงอื่น ๆ อีกหลายเพลง หลังออกจากคุกไม่นานเขาก็ตัดสินใจเดินทางเข้าป่าในช่วงปลายปี 2508 เข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในนาม "สหายปรีชา” ปฏิบัติการในพื้นที่เทือกเขาภูพาน อ. เมืองสกลนคร ในช่วงนั้นฝ่ายรัฐบาลเริ่มกวาดล้างอย่างรุนแรง ในที่สุดจิตรก็ถูกกองกำลังชาวบ้านผสมทหารล้อมยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2509 บริเวณทุ่งนากลางป่าละเมาะ บ้านหนองกุง ต. คำบ่อ อ. วาริชภูมิ จ. สกลนคร ภายหลังจาการเสียชีวิต จิตรได้รับการยกย่องในฐานะนักเขียน นักภาษาศาสตร์ และศิลปินนักรบของประชนชน ถือจิตรกลายเป็นวีรบุรุษที่คนหนุ่มสาวในยุคต่อมาได้ยึดเป็นแรงบันดาลใจในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยตั้งแต่ยุค 14 ตุลา 16 มาจนทุกวันนี้




     25 กันยายน พ.ศ. 2473 วันเกิด สุรพล สมบัติเจริญ ราชาเพลงลูกทุ่งของเมืองไทย เดิมชื่อลำดวน สมบัติเจริญ เกิดที่สุพรรณบุรี เริ่มหลงใหลการร้องเพลงมาตั้งแต่วัยรุ่น ตอนที่เป็นทหารอยู่ที่โรงเรียนนักเรียนจ่าทหารเรือ เขามักจะร้องเพลงให้เพื่อน ๆ ทหารฟัง เมื่อมีงานสังสรรค์เขาก็จะขึ้นร้องเพลงอยู่เสมอ จนที่สุดเขาก็ได้ย้ายเข้าไปประจำกองดุริยางค์ทหารอากาศ และเพลง "น้ำตาสาวเวียง" เพลงแรกของเขาได้รับการบันทึกเสียงเป็นครั้งแรกในปี 2496 เขามักจะมีเทคนิคในการดึงดูดใจผู้ชมคือ ทั้งร้อง ทั้งเล่นตลก เพื่อสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้ชม เพลงที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักคือเพลง "ลืมไม่ลง" แม้ชีวิตนักร้องเพลงลูกทุ่งของเขาจะมีอายุเพียง 15 ปี แต่ผลงานของเขาได้ทำให้เพลงลูกทุ่งกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้



     25 กันยายน พ.ศ. 2541 วันสถาปนา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) มีสถานภาพเป็นสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐบาล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ประกอบพิธีเปิดมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 ตั้งอยู่ที่ อ. เมือง จ. เชียงราย คำขวัญประจำมหาวิทยาลัยคือ "การดำเนินชีวิตด้วยปัญญา เป็นชีวิตที่สุด" ดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัยคือดอกหอมนวล หรือดอกลำดวน สีประจำมหาวิทยาลัยคือสีแดง-ทอง เปิดสอน 8 คณะ ระดับปริญญาตรี โท เอก



     25 กันยายน พ.ศ. 2511 ปรีชา อินทรปาลิต เจ้าของนามปากกา "ป. อินทรปาลิต” นักเขียนนิยายอ่านเล่นชื่อดังของไทย ถึงแก่กรรม ป. อินทรปาลิตเกิดเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2453 ที่ อ. ดุสิต จ. พระนคร บิดาอยากให้เขาเป็นทหารจึงส่งไปเรียนที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก (โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าในปัจจุบัน) เมื่อปี 2462 แต่ด้วยความรักอิสระไม่ชอบอยู่ภายใต้กฎระเบียบเคร่งครัด เขาจึงคิดจะลาออกไปขายไม้ฟืน แต่บิดารู้เรื่องเสียก่อนจึงให้ลาออกมาเรียนสายสามัญ หลังจากเรียนจบก็เริ่มรับราชการที่กระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ทำงานได้ระยะหนึ่งก็เริ่มเขียนเรื่องสั้น เรื่องตลกเบาสมองไปลงตีพิมพ์ตามนิตยสารต่าง ๆ เมื่อเริ่มเบื่ออาชีพราชการก็ลาออกมาขับแท็กซี่ ก่อนจะทำงานในเรือโยงในแม่น้ำเจ้าพระยา ในช่วงนี้เขาได้พบเห็นชีวิตผู้คนอย่างหลากหลาย ซึ่งกลายเป็นวัตถุดิบในงานเขียนในเวลาต่อมา นิยายเรื่องแรกคือ ยอดสงสาร ต่อมาคือ นักเรียนนายร้อย ซึ่งเขาเริ่มใช้นามปากกา “ป. อินทรปาลิต” ปรากฏว่าขายดีมาก ในปี 2476 เขากลับไปรับราชการอีกครั้ง โดยสอนวิชาการพิมพ์ขึ้นเป็นแห่งแรกในเมืองไทยมีชื่อว่า โรงเรียนช่างพิมพ์วัดสังเวช แต่ทำได้ไม่นานก็ออกมาเป็นนักเขียนอย่างเต็มตัว ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาได้เขียนหัสนิยายอมตะชุด สามเกลอ พล นิกร กิมหงวน ป. อินทรปาลิตเป็นนักเขียนเรื่องอ่านเล่นที่สร้างงานประพันธ์ได้ทุกแนว ทั้งนิยายรักโศก บู๊ จี้เส้น สืบสวนสอบสวน และนิทานสำหรับเด็ก เขาได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนที่มีงานประพันธ์มากที่สุดผู้หนึ่งของเมืองไทย เป็น ราชานักประพันธ์ร้อยแก้วสำนวนตลาด ผลงานของเขาทำให้คนรักการอ่านกันทั่วเมือง


                                                                                      ขอบคุณสาระดีๆจาก sanook.com