วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2558

สาระความรู้ วันนี้....ในอดีต (ตอน11 กันยายน พ.ศ.2544 : เกิดเหตุการณ์ก่อวินาศกรรม 11 กันยายน)



     11 กันยายน พ.ศ. 2359 วันเกิด คาร์ล ไซส์ (Carl Zeiss) ช่างฝนเลนส์ชาวเยอรมัน ผู้ก่อตั้งบริษัท"Zeiss” ผู้ผลิตเลนส์คุณภาพสูง เกิดที่เมืองไวมาร์ เรียนคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ มานุษยวิทยา เหมืองแร่ และวิชาเกี่ยวกับการมองเห็น (Optics) ที่มหาวิทยาลัยเจนา (Jena University) จากนั้นก็เริ่มเปิดร้านฝนเลนส์เล็ก ๆ รับจ้างทำเลนส์แว่นสายตา จากนั้นก็ทำเลนส์สำหรับกล้องจุลทรรศน์ ปี 2389 เขาร่วมกับ เอิร์นต์ แอ็บเบอ(Ernst Abbe) และ อ็อตโต ช็อทท์ สองนักฟิสิกส์และนักเคมีก่อตั้งบริษัท “Zeiss” ที่เมืองเจนา ประเทศเยอรมนี ปีต่อมาเขาก็สามารถผลิตกล้องจุลทรรศน์ได้ ปรากฏว่าได้รับความนิยมอย่างมากเนื่องจากใช้งานสะดวกและมีคุณภาพสูง คาร์ล ไซส์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2431 จากนั้นลูกชายของเขาก็เข้ามาบริหารต่อ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพอเมริกันเข้ายึดครองเมืองเจนา เยอรมนีถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนคือเยอรมันตะวันตกกับเยอรมันตะวันออก โรงงานของไซซ์ก็ถูกแบ่งออกเป็นสองแห่งเช่นกัน คือในเยอรมนีตะวันออกถูกฝ่ายรัสเซียเข้ายึดและเปลี่ยนชื่อเป็น "ไซซ์ เจนา” (Zeiss Jena) หรือ "Carl Zeiss GmbH” ผลิตกล้องถ่ายภาพขนาด 35 มม. คุณภาพต่ำ ส่วนเจ้าของเดิมก็ไปตั้งโรงงานใหม่ในฝั่งเยอรมนีตะวันตก เรียกว่า "Carl Zeiss AG” ต่อมาในปี 2516 ได้เซนต์สัญญากับบริษัท "Kyocera” ของญี่ปุ่นผู้ผลิตกล้องถ่ายภาพ "Yashica” ให้ใช้เลนส์ของคุณภาพสูงของไซส์ นอกจากเลนส์สำหรับกล้องถ่ายภาพคุณภาพสูงแล้ว ไซส์ยังผลิตอุปกรณ์ทางด้านออปติคอื่น ๆ อีกจำนวนมาก อาทิ กล้องดูนก เลนส์สำหรับกล้องวิดีโอ เลนส์สำหรับกล้องดิจิทัล เลนส์สำหรับกล้องบนมือถือ เลนส์สำหรับกล้องถ่ายภาพยนตร์ เครื่องมือวัดทางอุตสาหกรรม และอุปกรณ์การแพทย์ ปัจจุบันไซซ์ได้ผลิตเลนส์สำหรับกล้องถ่ายภาพหลากหลายยี่ห้อเช่น คอนแท็กซ์ (Contax) ไลกา (Leica) โรไล (Rolei) โวกท์แลนเดอร์ (Voigtlander) ฮัสเซลบลัด (Hasselblad) โซนี (Sony) โคนิกา-มินอลตา (Konica-Minolta) นิคอน (Nikon) แคนนอน (Canon) เพ็นแท็กซ์ (Pentax) ฯลฯ



     11 กันยายน 2524 เปิดระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ จาก ต. มาบตาพุด จ. ระยอง ไปยังโรงไฟฟ้าบางปะกง เป็นการเริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติเชิงพาณิชย์ครั้งแรก และถือเป็นการเริ่มต้นยุค "โชติช่วงชัชวาล"



     11 กันยายน พ.ศ. 2544 เกิดเหตุการณ์ "วินาศกรรม 11 กันยายน” หรือ “9/11” โดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายได้จี้เครื่องบินโดยสาร 4 ลำ ลำแรกเป็นเครื่องบินพานิชย์ โบอิง 767-200 เที่ยวบินที่ 11 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์พุ่งเข้าชนตึก เวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ 1 (1 World Trade Center) ในเวลา 8.45 น. ตามเวลาในท้องถิ่น จากนั้นอีกประมาณ 18 นาทีต่อมาลำที่ 2 คือเครื่องบินโบอิง 767-200 เที่ยวบินที่ 175 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ก็พุ่งเข้าชนตึก เวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ 2 (2 World Trade Center) ตึกแฝดที่เป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยมและนิวยอร์ก จากนั้นเวลาประมาณ 9.40 น. เครื่องบินโบอิง 757-200 เที่ยวบินที่ 77 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ก็พุ่งเข้าชนตึก เพ็นตากอน (Pentagon) ที่ทำการของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ณ กรุงวอชิงตัน และเวลา 10.37 น. เครื่องบินโบอิง 757-200 เที่ยวบินที่ 93 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ ก็ตกที่เมืองซอมเมอร์เซ็ต รัฐเพนซิลวาเนีย จากเหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดเกือบ 3 พัน โดยเป็นผู้โดยสารลูกเรือรวมทั้งสลัดอากาศบนเครื่องบินทั้งหมด 246 คน ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ตึกถล่มอีก 2,602 คน รวมไปถึงนักผจญเพลิง 343 คนและตำรวจอีก 60 คน อีกทั้งยังมีผู้สูญหายอีก 24 คน เหตุการณ์นี้ ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช(George W. Bush) ได้ออกมาแถลงการณ์ว่ามันเป็นการกระทำของอสูรร้าย พร้อมทั้งทุ่มกำลังเจ้าหน้าที่เอฟบีไอและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเกือบ 5 พันคนออกแกะรอยผู้ต้องสงสัยทั่วประเทศ ได้ตัวผู้ต้องสงสัยชาวอาหรับจำนวน 19 คนโดยมี โอซามา บินลาเดน (Osama Binladen) ผู้นำกลุ่มก่อการร้าย อัล-ไคดา (al-Qaeda) เป็นเบอร์หนึ่ง แม้บินลาเดนจะออกมาแถลงข่าวปฏิเสธว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังวินาศกรรมครั้งนี้ แต่ก็ดีใจที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับอเมริกา หลังเหตุการณ์นี้สหรัฐฯ ได้พยายามกู้ศักดิ์ศรีของพญาอินทรีกลับคืนมาโดยการประกาศ สงครามต่อต้านการก่อการร้าย (The War on Terrorism) โดยประกาศกร้าวว่า “ทุกประเทศในทุกภูมิภาคของโลกต้องตัดสินใจ ว่าจะเลือกฝ่ายสหรัฐฯ หรือเลือกกลุ่มผู้ก่อการร้าย” และเริ่มสงครามครั้งแรกแห่งศตวรรษที่ 21 โดยการส่งกองกำลังเข้าโจมตีประเทศอัฟกานิสถานซึ่งเป็นแหล่งพำนักของบินลาเดน และโค่นล้มรัฐบาลทาลิบัน ซึ่งมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับบินลาเดน สาเหตุที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายชาวมุสลิมโจมตีสหรัฐฯ นักวิชาการวิเคราะห์สาเหตุว่าเกิดจากสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนอิสราเอลโจมตีชาวปาเลสไตน์ รวมทั้งดำเนินการคว่ำบาตรต่ออิรักเป็นเวลาหลายปี ทำให้เด็กและคนแก่จำนวนมากต้องล้มตายเพราะขาดอาหารและยา อีกทั้งความโกรธแค้นที่สะสมมานาจากหลายกรณีสหรัฐฯ ใช้อำนาจบาทใหญ่รังแกชาวมุสลิมมาตลอด แต่ไม่ทราบว่าประธานาธิบดีบุชจะตระหนักถึงประเด็นเหล่านี้หรือไม่



     11 กันยายน พ.ศ. 2504 วันก่อตั้ง WWF (World widelife fund for Nature ต่อมาลดเหลือแค่ “World widelife fund”) องค์กรนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อตั้งขึ้นที่เมือง เมิร์กซ์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดย ปีเตอร์ สก็อตต์ (Sir Peter Markham Scott), จูเลียน ฮักซ์ลีย์ (Julian Huxley), แม็กซ์ นิโคลสัน (Max Nicholson) และ กี เมาท์ฟอร์ท (Guy Mountfort) กลุ่มคนที่สนด้านการการอนุรักษ์สัตว์ป่า โดยมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะอุทิศตนเพื่อปกป้องดูแลรักษาธรรมชาติและทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ทำงานโดยยึดหลักการผสมผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกัน อีกทั้งยังประสานความร่วมมือกับกลุ่มองค์กร รวมถึงบุคคลต่าง ๆ ทุกระดับในหลายประเทศทั่วโลก ปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองแกลนด์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประธาน WWF สากลคนปัจจุบันคือ เอมิกา อันยาโอกุ (Chief Emeka Anyaoku) มีโครงการอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่ากว่า 15,000 โครงการทั่วโลก โดยมีเครือข่ายอยู่ใน 90 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ซึ่ง WWF ได้เข้ามาดำเนินการฟื้นฟูสภาพธรรมชาติและดำเนินการด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่ามากว่า 40 ปีแล้ว




     11 กันยายน พ.ศ. 2405 วันเกิด วิลเลียม ซิดนีย์ พอร์เตอร์ (William Sydney Porter) นักเขียนเรื่องสั้นชาวอเมริกัน เจ้าของนามปากกา "โอ. เฮนรี” (O. Henry) เกิดที่เมืองกรีนส์โบโร รัฐนอร์ทแคโรไลนา บิดาเป็นแพทย์ มารดาเสียชีวิตเมื่อเขาอายุได้สามขวบ โอ. เฮนรีจึงอยู่ในความดูแลของยายกับป้า ซึ่งสอนให้เขาหัดอ่าน-เขียน และส่งเข้าโรงเรียนจนเขาอายุได้ 15 ปี ก็ลาออกมาทำงานสารพัดอย่าง เริ่มจากเป็นเด็กทำบัญชีในร้านยาของญาติ จนได้รับใบอณุญาติปรุงยาตอนอายุ 19 ปี จากนั้นก็ย้ายไปเป็นเด็กเลี้ยงแกะที่รัฐเท็กซัส ทำงานบ้าน ทำอาหาร เลี้ยงเด็ก และได้ทำงานนับเงินในธนาคาร จากนั้นเขาเริ่มเขียนหนังสือ โดยใช้ประสบการณ์ชีวิตอันโชกโชนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในปี 2441 เขาถูกศาลตัดสินจำคุก 5 ปีเนื่องจากเคยแอบยักยอกเงินในระหว่างที่เคยทำงานธนาคารเมื่อหลายปีก่อน หลังจากพ้นโทษเขาก็ออกมาทำงานหนังสือพิมพ์และนิตยสารอีกหลายเล่ม เขาใช้นามปากกากว่าสิบชื่อแต่ที่รู้จักกันที่ที่สุดคือ “โอ. เฮนรี” ตลอดชีวิตเขาได้เขียนเรื่องสั้นไว้กว่า 400 เรื่อง ผลงานของเขาโดดเด่นด้วยการเล่นคำ การวางบุคลิกของตัวละครที่ชัดเจน และเป็นเจ้าแห่งการหักมุม ในบั้นปลายชีวิตเขาย้ายไปอยู่ที่นิวยอร์กและติดสุราอย่างหนัก จนเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง สุขภาพก็อ่อนแอ อีกทั้งยังมีปัญหาทางการเงิน ภรรยาคนที่สองทิ้งเขาไปหนึ่งปีก่อนที่โอ. เฮนรีจะเสียชีวิตด้วยโรคตับแข็งในสภาพยากจนข้นแค้น เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2453 ขณะอายุได้ 47 ปี


                                                                                        ขอบตุณสาระดีๆจาก sanook.com