10 กันยายน พ.ศ.2405 : วันประสูติของ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชชนนี พระพันวสาอัยยิกาเจ้า
10 กันยายน 2405 วันประสูติของ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชชนนี พระพันวสาอัยยิกาเจ้า พระภรรยาเจ้าใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเป็นพระอัยยิกา (ย่า) ในรัชกาลที่ 8 และ 9 พระนามเดิม "พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา” ทรงเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 กับสมเด็จพระปิยมาวดีศรีพัชรินทรมาตา หรือ เจ้าจอมมารดาเปี่ยม พระราชสมภพในพระบรมมหาราชวัง ทรงได้รับการศึกษาตามแบบกุลสตรีในวังหลวง ทรงได้เล่าเรียนภาษาอังกฤษถึงขั้นอ่านออกและฟังเข้าพระทัย เมื่อพระองค์มีพระชนมายุ 6 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานารถ เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติขึ้นเป็นรัชกาลที่ 5 พระฐานันดรศักดิ์ของพระองค์เจ้าสว่างวัฒนา จึงเปลี่ยนเป็น"พระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา” เมื่อพระองค์มีพระชนมายุ 16 พรรษาก็ทรงเข้ารับราชการเป็นพระภรรยาเจ้าองค์ที่ 4 ในรัชกาลที่ 5 ดำรงพระอิสริยยศเป็น "พระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระราชเทวี” ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลฯ รัชกาลที่ 8 ทรงเฉลิมพระนามขึ้นเป็น "สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า” ทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดารวมทั้งสิ้น 8 พระองค์ พระราชกรณียกิจที่สำคัญก็คือ ทรงร่วมก่อตั้ง "สภาอุณาโลมแดง" หรือ "สภากาชาดไทย" ในปัจจุบัน โดยทรงดำรงตำแหน่งองค์ สถานายิกาพระองค์แรก เป็นเวลานานถึง 35 ปี นอกจากนี้ยังได้พระราชทานพระตำหนักที่อำเภอศรีราชาให้เป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด ชลบุรี ชื่อว่า "โรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชา" ในปัจจุบัน เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2498 ในสมัยรัชกาลที่ 9 ขณะพระชนมายุได้ 93 พรรษา
10 กันยายน พ.ศ.2546 : วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก
10 กันยายน พ.ศ. 2546 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้วันนี้เป็น "วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก" (World Suicide Prevention Day) ครั้งแรก โดยทางองค์การอนามัยโลกคาดว่าในปีหนึ่งจะมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่า 1 ล้านคน เฉลี่ยชั่วโมงละ 114 คน หรือนาทีละ 2 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ในประเทศไทยเฉลี่ยปีละกว่า 5 พันคน หรือวันละ 13 คน การฆ่าตัวตายยังส่งผลกระทบต่อจิตใจของพ่อแม่พี่น้องสามีภรรยาและเพื่อน ๆ ของผู้ตาย ตลอดจนมีผลมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล องค์การอนามัยโลกพบว่า การฆ่าตัวตายติด 10 อันดับแรกของสาเหตุการตายของประชากรโลก และติดอันดับที่ 3 ของสาเหตุการตายสำหรับประชากรวัย 15-35 ปี ผู้ชายฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่าผู้หญิงถึง 3 เท่า (ยกเว้นในประเทศจีน) สาเหตุของการฆ่าตัวตายเกิดจากความเครียดความรู้สึกที่อัดแน่นท่วมท้นอยู่ในใจ ซึ่งมักเกิดจากความรู้สึกเศร้า ท้อแท้ และสิ้นหวังจนไม่มีใครช่วยได้ รวมไปถึงความรู้สึกวิตกกังวล รู้สึกผิด ความโกรธ ความกลัว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้ผู้ป่วยพยายามฆ่าตัวตาย แต่อย่างไรก็ตาม อัลแบรต์ กามูส์ (Albert Camus) ได้เคยกล่าวไว้ให้คิดว่า "การดำรงชีวิตอยู่ จำเป็นจะต้องอาศัยความกล้า มากกว่าการฆ่าตัวตายเสียอีก”
10 กันยายน พ.ศ.2340 : แมรี วอลสโตนคราฟท์ นักปรัชญาสายเฟมินิสม์เสียชีวิต
10 กันยายน พ.ศ. 2340 แมรี วอลสโตนคราฟท์ (Mary Wollstonecraft) นักเขียน นักปรัชญาสายเฟมินิสม์ (Feminism) และนักต่อสู้เรียกร้องสิทธิสตรีคนแรก ๆ ของโลก เสียชีวิต แมรีเกิดเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2302 ในครอบครัวชนชั้นกลางที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เริ่มเรียนหนังสือในโรงเรียนผู้หญิงตอนอายุ 9 ขวบ ในสมัยนั้นพ่อแม่จะให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่า เธอจึงต้องขวนขวายทำงานและเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะปรัชญาของเมธีกรีก เพลโต (Plato) ซึ่งมีอิทธิพลต่อแนวคิดด้านจริยธรรมของเธอเป็นอย่างมาก เธอตัดสินใจเป็นนักเขียน และมีผลงานเล่มแรกคือ Mary : A Fiction ในปี 2331 ผลงานชิ้นสำคัญและมีอิทธิพลที่สุดของเธอ คือ A Vindication of the Rights of Woman ตีพิมพ์ในปี 2335 เป็นเสมือนการทิ้งระเบิดลงกลางสังคมยุโรป ในยุคที่ผู้หญิงยังไม่มีสิทธิ์มีเสียงใด ๆ ในสังคม เป็นเพียงแค่แม่บ้าน เป็นสมบัติและผู้บำเรอความสุขของผู้ชาย ภายหลังเธอได้แต่งงานกับ วิลเลียม ก็อดวิน (William Godwin) นักปรัชญาแนวอนาธิปไตย (Anarchism) และมีลูกสาวด้วยกันคนหนึ่ง ชื่อเหมือนแม่ภายหลังแต่งงานเปลี่ยนเป็น Mary Shelley เป็นนักเขียนนิยายเขย่าขวัญ ผู้สร้างตำนาน "แฟรงเกนสไตน์” (Frankenstein) แมรีถึงแก่กรรมตอนคลอดบุตรสาว ขณะอายุเพียง 38 ปี ความคิดของเธอนับว่าก้าวหน้ามาก อีกกว่า 130 ปีต่อมาอังกฤษและสหรัฐอเมริกาจึงให้สิทธิ์ผู้หญิงในการเลือกตั้ง และอีก 200 ปีกว่าที่กลุ่มผู้หญิงจะเริ่มตื่นตัวและพัฒนาเป็นขบวนการสิทธิสตรี ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมในปัจจุบัน
10 กันยายน พ.ศ.2292 : เอมีลี ดู ชาเตอเลต์ นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศสเสียชีวิต
10 กันยายน พ.ศ. 2292 เอมีลี ดู ชาเตอเลต์ (Emilie du Chatelet) นักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์ชาวฝรังเศส เสียชีวิต เอมิลีเกิดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2249 ที่กรุงปารีส บิดาเป็นนักการทูตประจำราชสำนักของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มารดาเป็นแม่บ้านที่ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนสอนศาสนา ในสมัยนั้นสังคมฝรั่งเศสยังไม่เปิดโอกาสให้สตรีได้รับการศึกษา เว้นแต่ชนชั้นสูงซึ่งได้เข้าเรียนในโรงเรียนฝึกให้เป็นกุลสตรีและเป็นภรรยาที่ดี อีกทั้งสังคมยังดูถูกผู้หญิงที่มีความรู้ ทำให้สตรีส่วนใหญ่อ่านหนังสือไม่ออก แต่บิดาของเอมิลีค้นพบแววอัจฉริยะในตัวเธอตั้งแต่เด็ก ๆ ซึ่งเรียนรู้ภาษาละติน กรีก อิตาเลียน เยอรมัน วรรณกรรม วิทยาศาสตร์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาคณิตศาสตร์ เธอแต่งงานตอนอายุ 19 ปีกับ มาร์กิส ดู ชาเตอเลต์ (Marquise du Chatelet) นายทหารผู้มีอายุมากว่าเธอ 15 ปี ต่อมาเธอมีโอกาศได้เข้าเฝ้าพระราชินีของฝรั่งเศส ได้เข้าสังคม เล่นไพ่ และพบปะกับผู้ชายมากมาย รวมไปถึง วอลแตร์ (Voltaire) นักประพันธ์คนสำคัญของฝรั่งเศส ก็หลงรักเธอจนมาอยู่รวมกับเธอและสามี กลายเป็นครอบครัวหนึ่งภรรยาสองสามี ซึ่งสามีของเธอก็ยินยอมด้วยพอใจนิสัยของวอลแตร์ เธอจึงตกเป็นเป้านินทาของสังคมอยู่เสมอ ในที่สุดก็ย้ายไปอยู่ที่เมืองซีเรย์ (Cirey) ทำให้เธอมีโอกาสได้ศึกษาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เมื่อได้อ่านหนังสือ "Principia Mathematica” ของ นิวตัน (Sir Isaac Newton) เธอก็เริ่มแปลออกมาเป็นภาษาฝรั่งเศส ผลงานของนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษผู้นี้นับว่าก้าวหน้ามาก เธอพยายามนำเสนอผลงานนี้ในวงวิชาการฝรั่งเศส ซึ่งยังมีความเป็นชาตินิยมสูงและยังติดอยู่กับความคิดของ เดส์การ์ตส์(Rene Descartes) นอกจากนี้เอมิลียังได้ทำการทดลองเรื่องธรรมชาติของไฟ ซึ่งตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ"Dissertation sur la nature et la propagation du feu” ในปี 2280 ซึ่งพูดถึง "รังสี อินฟราเรด”(infra-red radiation) ไว้ด้วย ผลงานสำคัญอีกชิ้นคือ "Institutions de physiques” ตีพิมพ์ในปี 2283 ทำให้เอมิลีได้รับการยกย่องว่ามีความสามารถเทียบเท่านิกฟิสิกส์คนอื่น ๆ และผู้หญิงก็ไม่ได้ด้อยความสามารถกว่าผู้ชาย ช่วงเวลาที่เธอใช้ชีวิตร่วมกับวอลแตร์เป็นเวลาที่เธอผลิตผลงานวิชาการได้มากที่สุด แม้จะอยู่ร่วมกับสามีสองคนแต่วิถีชีวิตครอบครัวของเธอก็ดำเนินไปได้ด้วยดี ในบั้นปลายชีวิตเธอท้องกับผู้ชายคนใหม่ ระหว่างอุ้มท้อง เธอต้องทำงานวิชาการหนัก จนสุขภาพทรุดโทรมและเสียชีวิตในที่สุด ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของสามี ลูก ๆ และวอลแตร์ซึ่งเฝ้าดูอยู่ข้าง ๆ
ขอบคุณสาระดีๆจาก sanook.com




