15 ตุลาคม พ.ศ.2524 : คราซี จอร์จ เชียร์ลีดเดอร์อาชีพสร้างการเล่นเวฟเป็นครั้งแรกในการแข่งขันเบสบอลที่อเมริกา
15 ตุลาคม พ.ศ. 2524 คราซี จอร์จ (Krazy George) เชียร์ลีดเดอร์อาชีพ เป็นคนสร้าง การเล่นเวฟ ( The Wave) การที่ผู้ชมลุกขึ้นยืนยกมือเชียร์เป็นคลื่นรอบอัฒจันทร์ เป็นครั้งแรกในการแข่งขันเบสบอล ที่เมืองโอ๊คแลนด์ สหรัฐอเมริก
15 ตุลาคม พ.ศ.2533 : มิคาอิล กอร์บาชอพ ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลไพรซ์ สาขาสันติภาพ
15 ตุลาคม พ.ศ. 2533 ประธานาธิบดี มิคาอิล กอร์บาชอพ ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้ได้รับรางวัล โนเบิลไพรซ์ สาขาสันติภาพ ที่กรุงออสโลว์ ซึ่งเขาได้รับรางวัลนี้ในปีนั้นด้วย
วันเกิด แมรี สโตปส์ (Dr. Marie Stopes) แพทย์ผู้บุกเบิกวิชาการวางแผนครอบครัว นักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี และนักเขียนชาวสก็อต เกิดที่แคว้นเอดินเบิร์ก ประเทศสก็อตแลนด์ ในครอบครัวนักวิชาการ พ่อเป็นนักโบราณคดี แม่ก็เป็นคนหัวสมัยใหม่ที่มีความรู้ เธอเข้าเรียนคณะพฤษศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน จบแล้วไปทำวิจัยที่ญี่ปุ่นครึ่งปี ก่อนจะกลับมาเรียนวิชาเกี่ยวกับพืชดึกดำบรรพ์ (Palaeobotany) โดยเป็นนักศึกษาผู้หญิงคนแรกของคณะวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ เธอแต่งงานในปี 2454 แต่ไม่กี่ปีก็เลิกกันเพราะสามีมีปัญหาเรื่องกามตายด้าน ในสมัยนั้นสังคมยังถือเรื่องเพศเป็นสิ่งที่ต้องปกปิด สังคมสุภาพชนไม่กล้าพูดถึง อีกทั้งยังไม่มีการเรียนการสอนเรื่องเพศศึกษากันอย่างเป็นทางการ จนเรื่องเพศเป็นสิ่งลี้ลับ ผู้คนขาดความรู้เรื่องเพศ เธอจึงศึกษาเรื่องนี้และเขียนหนังสือคู่มือเกี่ยวกับเพศศึกษาเล่มแรกออกมาคือ "วิวาห์แสนสุข" (Married Love) ซึ่งตีพิมพ์ในอังกฤษในปี 2461 เป็นหนังสือที่ก่อให้เกิดความตกตะลึงในหมู่ผู้อ่าน กลายเป็นหนังสือที่ขายดีทันที แม้จะถูกกระแสต่อต้านจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมและผู้ที่เคร่งศาสนาบ้าง ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม 2464 เธอก็เปิด คลินิกวางแผนครอบครัว (Family Planning Clinic) แห่งแรกที่กรุงลอนดอน เพื่อให้คำปรึกษาในเรื่องการวางแผนครอบครัวฟรี และบริการคุมกำเนิดในราคาถูกเพื่อช่วยเหลือสตรีในครอบครัวยากจนที่ต้องแบกภาระในการเลี้ยงดูบุตร ส่งผลให้เกิดกระแสต่อต้านของแพทย์และนักบวช ซึ่งกลัวว่าจะเป็นการส่งเสริมให้คนละเมิดศีลธรรม และทำให้ผู้คนมีอิสระในการมีเพศสัมพันธ์ การเปิดคลินิกของเธอได้มีผลทางสังคมครั้งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 คือได้เปลี่ยนทรรศนะคติเรื่องการใช้ชีวิตคู่ว่า คู่สามีภรรยาสามารถควบคุม วางแผนครอบครัว และให้กำเนิดบุตรเมื่อพร้อม เธอถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2501
มาตา ฮารี (Mata Hari) นางระบำชาวเนเธอร์แลนด์ ผู้แฝงตัวเป็นจารสตรีสองหน้าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ถูกประหารชีวิต มาตา ฮารีมีนามจริงว่า มาร์กาเรเท เกอร์ทรูด เซลเล (Margaretha Geertruida Zelle) เกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2419 ที่เมืองลีวาร์เดน (Leeuwarden) จังหวัดฟรีส์แลนด์ (Friesland) ตอนอายุ 15 ปีมารดาเสียชีวิต บิดากลายเป็นบุคคลล้มละลาย เธอแต่งงานกับทหารเรือตอนอายุ 18 ปี ภายหลังต้องย้ายตามสามีไปประจำการที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย และมีลูกด้วยกันสองคน ที่นี่เธอได้ศึกษาการร่ายรำศักดิ์สิทธิ์ของฮินดู จากวัดในเกาะชวา แล้วพัฒนาลีลาเป็นของตนเอง โดยร่ายรำม้วนลำตัวแสดงลักษณะความเป็นหญิง ในลักษณะคล้ายคลึงกับระบำหน้าท้อง เธออธิบายการเต้นรำของตัวเองว่าเป็น “บทกวีอันศักดิ์สิทธิ์ โดยการเคลื่อนไหวแต่ละลีลาเป็นเสมือนคำที่ขีดเส้นใต้ไว้ด้วยดนตรี” ปี 2446 เธอกับครอบครัวเดินทางกลับเนเธอร์แลนด์ เธอหย่ากับสามีแล้วย้ายไปยังกรุงปารีส ฝรั่งเศส ทำงานในคณะละครสัตว์ และเป็นนางแบบให้จิตรกรเขียนภาพ ปี 2448 เธอเริ่มมีชื่อเสียงจากลีลาการเต้นที่พัฒนาขึ้นมาเอง ซึ่งเรียกว่า "ระบำแห่งโอเรียนต์" (Oriental-style Dancer) จากนั้นก็เปลี่ยนชื่อเป็น "มาตา ฮารี" ซึ่งเป็นภาษาอินโดนีเซียแปลว่า "ดวงตาแห่งวัน" หรือ “ดวงตาวัน” คืนหนึ่งเธอได้เปิดแสดงที่พิพิธภัณฑ์กุยเมต์ (Guimet Museum) ส่งผลให้เธอโด่งดังในชั่วข้ามคืน ด้วยลีลาการเต้นที่แสนยั่วยวน มีเสน่ห์ ลึกลับ น่าหลงไหล (exotic) เธอป็นนางแบบที่ถูกถ่ายภาพลงหนังสือจนโด่งดังไปทั่วปารีส เธอประสบความสำเร็จมากที่สุดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเป็นทั้ง “นาฏศิลปิน”, “อิสรชน” หรือ “โบฮีเมียน” (Bohemians) เดินทางไปแสดงหลายประเทศในยุโรป แต่ขณะเดียวกันเธอก็มีความสัมพันธ์กับผู้ชายไม่เลือกหน้า โดยเฉพาะคนชั้นสูงทั้งทหาร ข้าราชการ และนักการเมือง ทั้งชาวฝรั่งเศส รัสเซียและเยอรมัน ในที่สุดเธอก็ถูกจับที่ปารีส ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2460 ถูกสืบสวนพบว่า เธอเป็นสายลับหรือจารชนให้กับทั้งฝ่ายมหาอำนาจกลางและฝ่ายพันธมิตร โดยนอนกับนายทหารระดับสูงเพื่อล้วงความลับให้ฝ่ายตรงข้าม ในที่สุดก็ถูกตัดสินประหารชีวิตโดยการยิงเป้า ขณะอายุ 41 ปี
วันเกิด มาริโอ พูโซ (Mario Puzo) นักเขียนและนักเขียนบทภาพยนตร์ชาวอเมริกัน เจ้าของนวนิยาย "The Godfather" เกิดในชุมชนแออัดในเขตเฮลล์ส คิทเชน (Hell’s Kitchen) ของเมืองแมนฮัทตัน นิวยอร์ก ครอบครัวของเขามีฐานะยากจน อพยพมาจากเกาะซิซิลี ทางตอนใต้ของอิตาลี เขาจึงต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดมาตั้งแต่เด็ก หลังจากเรียนจบที่ City College of New York เขาสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพอากาศสหรัฐฯ ร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงครามเขาก็เขียนหนังสือเล่มแรก "The Dark Arena" ตีพิมพ์ในปี 2498 ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางที่ดี อีกสิบปีต่อมาผลงานลำดับที่สองก็ได้รับการตีพิมพ์คือ "The Fortunate Pilgrim" และในปี 2508 นิยายเรื่องยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาก็ปรากฏแก่สายตาผู้อ่านคือ "The Godfather" พูโซเขียนเรื่องนี้ในขณะทำงานกับหนังสือ "Pulp Journalism" หลังจากได้ยินข่าวเกี่ยวกับแก๊งมาเฟียแล้วแต่งเป็นนิยาย โดยอาศัยจินตนาการและประสบการณ์ชีวิต เดอะก็อดฟาเธอร์เป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวมาเฟียที่อพยพมากจากอิตาลี ไปอยู่ในนิวยอร์ก เรื่องราวดำเนินอยู่ในช่วงปี 2488-2498 ต่อมานิยายเรื่องนี้ก็ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน กำกับโดย ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา (Francis Ford Coppola) ซึ่งร่วมเขียนบทกับพูโซ ออกฉายในปี 2515 ได้รับรางวัลออสการ์ถึง 3 รางวัล ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากนั้นเขาก็เขียนบทภาพยนตร์เรื่อยมา อาทิ"Earthquake", "The Godfather Part II-III", "Superman : The Movie" นิยายเรื่องสุดท้ายของพูโซคือ "The Last Don” ตีพิมพ์ในปี 2539 พูโซเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลว ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2542 รวมอายุ 78 ปี ก่อนจากไปเขาได้ให้สัมภาษณ์นิตยสารฉบับหนึ่งว่า เขาไม่เคยชอบนิยายเรื่องเดอะก็อดฟาเธอร์เลย และที่เขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เพราะต้องการเงินมาจุนเจือครอบครัวเท่านั้น แต่กลายเป็นว่านิยายเรื่องนี้ได้สร้างให้ชื่อมาริโอ พูโซกลายเป็นตำนานนักเขียนนิยายอาชญากรรม
ขอบคุณสาระดีๆจาก sanook.com





