วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สาระความรู้ วันนี้....ในอดีต (ตอน1 สิงหาคม พ.ศ.2445 : รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯให้พระยาสุรศักดิ์มนตรีไปปราบกบฎเงี้ยว)



     1 สิงหาคม พ.ศ. 2445 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) ยกกำลังไปปราบ กบฎเงี้ยว ที่เมืองแพร่ ในมณฑลพายัพ ทั้งนี้ในปี 2440 รัชกาลที่ 5 ได้เปลี่ยนการปกครองจากเจ้าผู้ครองนครเป็นเทศาภิบาล ยุบเลิกฐานะเมืองประเทศราช แล้วรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง พร้อมทั้งโปรดเกล้าฯ ให้ พระยาไชยบูรณ์ (ทองอยู่ สุวรรณบาตร) เป็นข้าหลวงปกครองเมืองแพร่เป็นคนแรก เจ้าเมืองแพร่องค์เดิมคือ พระยาพิริยวิไชย จึงสูญเสียอำนาจไปเพราะอำนาจสิทธิ์ขาดตกเป็นของข้าหลวงซึ่งเป็นข้าราชการที่ส่งมาจากส่วนกลาง อีกทั้งยังถูกตัดผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ สร้างความไม่พอใจแก่เจ้าเมืองและเจ้านายบุตรหลานทั้งหลายรวมไปถึงชาวเมืองแพร่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมืองแพร่นั้น เมื่อครั้งปฏิรูปการปกครองในปี 2442 พระยาศรีสหเทพ (เส็ง วิรยศิริ) ได้จัดการอย่างรุนแรงและบีบบังคับยิ่งกว่าเมืองอื่น ๆ วันที่ 24 กรกฎาคม 2445 ชาว "เงี้ยว" (หรือชาวไทใหญ่ ชาติพันธุ์หนึ่งที่อาศัยอยู่ในมณฑลพายัพมาช้านาน) ในเมืองแพร่นำโดย พะกาหม่อง และ สลาโปไชย พร้อมกำลังราว 40-50 นาย ได้ก่อความวุ่นวายขึ้น โดยบุกยึดสถานที่ราชการและปล้นเงินคลังของจังหวัด ตลอดจนปล่อยนักโทษในเรือนจำ ต่อมากำลังเพิ่มเป็นราว 300 นายเพราะชาวเมืองแพร่เข้ามาสนับสนุน สามารถยึดเมืองแพร่ได้ในวันที่ 25 กรกฎาคม จากนั้นก็ไปเชิญเจ้าเมืองแพร่องค์เดิมให้ปกครองบ้านเมืองต่อ และออกตามล่าข้าราชการคนนอกที่เข้ามาปกครองเมืองแพร่ สามารถจับตัวพระยาไชยบูรณ์ได้ในวันที่ 27 กรกฎาคม และบังคับให้คืนเมืองแพร่ แต่พระยาไชยบูรณ์ปฏิเสธจึงถูกสำเร็จโทษพร้อมกับข้าราชการอีกหลายคน ความทราบถึงรัชกาลที่ 5 จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้พระยาสุรศักดิ์มนตรีนำทัพหลวงและกองทัพจากเมืองใกล้เคียงทำการปราบปรามพวกเงี้ยวได้อย่างราบคาบ โดยตั้งค่ายทัพที่บริเวณ "บ้านเด่นทัพชัย" ต่อมาเปลี่ยนเป็น "ตำบลเด่นชัย" ใน "อำเภอเด่นชัย"ปัจจุบัน เริ่มสอบสวนเอาความในวันที่ 20 สิงหาคม 2445 พบว่าเจ้าเมืองแพร่ เจ้าราชบุตร เจ้าไชยสงคราม มีส่วนสนับสนุนให้กองโจรเงี้ยวก่อการกบฎขึ้น แต่ครั้นจะจับกุมตัวสั่งประหารชีวิต ท่านก็เกรงว่าจะกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์กับหัวเมืองทางเหนือซึ่งถือเป็นเครือญาติผู้สืบสายราชวงศ์เจ้าเจ็ดตนด้วยกัน จึงปล่อยข่าวลือว่าจะจับกุมตัวเจ้าเมืองแพร่ พระยาพิริยวิไชยจึงหลบหนีออกไป หลังหลบหนีไปได้ 15 วัน เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีจึงออกคำสั่งถอดเจ้าเมืองแพร่ออกจากตำแหน่งทันที ด้วยถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่ราชการ พร้อมกับสั่งอายัดทรัพย์เพื่อชดใช้หนี้หลวงที่เจ้าเมืองแพร่ค้างกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ สำหรับคดีความผิดฐานร่วมก่อการกบฎก็เป็นอันต้องระงับโดยปริยาย ไม่มีการรื้อฟื้นขึ้นอีก เจ้าพิริยเทพวงศ์เจ้าเมืองแพร่องค์สุดท้ายต้องลี้ภัยไปใช้ชีวิตในบั้นปลายที่เมืองหลวงพระบาง จนถึงแก่พิราลัย



     1 สิงหาคม พ.ศ. 2367 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงประกอบ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เถลิงถวัลยราชสมบัติ ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อย่างเต็มกระบวนการเยี่ยงอย่างบรรพราชประเพณีสืบ ๆ มา หลังจากที่เสด็จเสวยราชสมบัติต่อจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2367 พระองค์เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2330 ทรงเป็นราชโอรสพระองค์ใหญ่ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 กับเจ้าจอมมารดาเรียม ก่อนที่จะขึ้นครองราชย์ได้ทรงรับราชการหลายตำแหน่ง อาทิ กำกับราชการกรมท่าและกรมตำรวจ ทรงว่าราชการกรมพระคลังมหาสมบัติ เป็นแม่กองกำกับลูกขุน ณ ศาลหลวงและตุลาการทุกศาล ทรงค้าขายทางสำเภาจีน นำเงินรายได้เข้าท้องพระคลังเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังได้ทรงฟื้นฟูพระพุทธศาสนา รวบรวมสรรพตำราวิทยาการต่าง ๆ พัฒนาการเศรษฐกิจไทยหลาย ๆ ด้าน โดยการเจริญสัญญาทางพระราชไมตรีกับต่างประเทศ ทำให้รัฐมั่งคั่งเป็นอันมาก เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2393 สิริรวมพระชนมายุ 67 พรรษา ทรงครองราชย์นาน 27 ปี



     1 สิงหาคม พ.ศ. 2317 โจเซฟ พริสต์ลีย์ (Joseph Priestley) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ค้นพบธาตุออกซิเจน (oxygen : O2) ในอากาศ นับเป็นการค้นพบธาตุนี้เป็นครั้งที่ 3 (ครั้งสุดท้าย) ช่วยตอกย้ำการค้นพบทั้งสองครั้งก่อนหน้านั้น โดยค้นพบธาตุชนิดนี้ในขณะที่กำลังทดลองเกี่ยวกับก๊าซต่าง ๆ เขาได้นำออกไซด์สีแดงของปรอทมาเผาให้สลายตัวแล้วเก็บก๊าซที่เกิดขึ้นเอาไว้ เขาพบว่าเมื่อนำสิ่งต่าง ๆ ที่ติดไฟได้มาใส่ในภาชนะที่มีก๊าซนี้อยู่จะติดไฟได้ดียิ่งขึ้น ทำให้เขาเชื่อว่าก๊าซชนิดนี้จะต้องมีอยู่ในอากาศและจะต้องเป็นก๊าซที่จำเป็นในการหายใจของสิ่งมีชีวิตด้วย จากนั้นเขาได้นำหนูทดลองไปใส่ไว้ในครอบแก้วจนหมดสติ แล้วใส่ก๊าซที่เขาเตรียมได้เข้าไปปรากฏว่าหนูตัวนั้นกลับฟื้นขึ้นมา จากนั้นเขาได้ทดลองสูดก๊าซนี้เข้าไปจึงพบว่าก๊าซชนิดนี้ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น ตามประวัติศาสตร์ ธาตุออกซิเจนถูกค้นพบครั้งแรกในศตวรรษที่ 16 โดย ไมเคิล เซนดิโวเกียส (Michael Sendivogius) นักเคมีและนักปรัชญาชาวโปแลนด์ ซึ่งได้บรรยายก๊าซที่เขาค้นพบไว้ว่าเป็น"สารหล่อเลี้ยงชีวิต" (the elixir of life) จากนั้นปี 2316 ธาตุชนิดนี้ก็ถูกค้นพบอีกครั้งโดย คาร์ล เชเลอ (Carl Wilhelm Scheele) เภสัชกรชาวสวีเดน ส่วน อองตวน ลาวัวซีเอ (Antoine Lavoisier) นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ผู้วางรากฐานวิชาเคมีในปัจจุบันเองก็กำลังศึกษาทดลองธาตุชนิดนี้อยู่เหมือนกัน ปีต่อมาก็ออกซิเจนถูกค้นพบโดยพริสต์ลีย์ เขาเขียนรายงานการค้นพบก๊าซชนิดนี้ในวารสาร The Philosophical Transactionsในปี 2318 ส่วนเชเลอเผยแพร่การค้นพบในปี 2320 ดังนั้นทั้งพริสต์ลีย์ เชเลอร์รวมไปถึงลาวัวซีเอต่างก็อ้างว่าตนเป็นผู้ค้นพบ ส่วนชื่อ "ออกซิเจน" นั้นลาวัวซิเอเป็นผู้ตั้งจากรากศัพท์ภาษากรีกแปลว่า "ผู้สร้างกรด" (acid-former) เพราะเขาเข้าใจว่ากรดจะต้องมีออกซิเจนรวมอยู่ด้วยเสมอ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด แต่ก็ยังคงใช้ชื่อนี้มาจนปัจจุบัน ทั้งนี้ออกซิเจนเป็นธาตุชนิดหนึ่ง มีสถานะเป็นก๊าซที่ไร้สีไร้กลิ่น เป็นธาตุที่มีมากเป็นอันดับที่ 2 ในโลก คือมากถึงร้อยละ 20.95 ของน้ำหนักของบรรยากาศ ประมาณร้อยละ 90 ของน้ำ และร้อยละ 50 ของเปลือกโลก เป็นธาตุที่จำเป็นในการหายใจของสัตว์ พืชสามารถสร้างออกซิเจนได้จากกระบวนการสังเคราะห์แสง



     1 สิงหาคม พ.ศ. 2484 "รถจิป" (Jeep) ยานยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อในตำนาน คันแรกถูกผลิตขึ้น เพื่อใช้เป็นยานยนต์อเนกประสงค์ในราชการทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 กองทัพเยอรมนีได้สร้างความเกรงขามด้วยหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ซึ่งมีรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างเป็นพาหนะ ดังนั้นเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดขึ้น อเมริกาจึงพยายามสรรหาพาหนะเคลื่อนที่เร็วที่มีสมรรถนะดีกว่ามอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง ในที่สุดจึงออกมามาเป็นรถจิป โดยชื่อ "จิป" (Jeep) สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า "General Purpose (Vehicle)" เรียกย่อ ๆ ว่า "GP" ต่อมากร่อนเสียงเป็น "จิป" (Jeep) รถจิปคันแรกใช้ชื่อรุ่นว่า "Willys MB"ผลิตโดยบริษัท วิลลีส์ (Willys) และ ฟอร์ด (Ford Motor) ระหว่างปี 2484-2488 ขนาดยาว 333 ซม. กว้าง 157.5 ซม. น้ำหนักประมาณ 1 ตัน ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบขนาด 2,199 ซีซี. กำลัง 60 แรงม้า มี 4 เกียร์รวมเกียร์ถอยหลัง และเกียร์ขับเคลื่อนสี่ล้ออีก 2 เกียร์ ผลิตทั้งหมดราว 650,000 คัน นับว่ารถยนต์รุ่นนี้ได้เป็นตัวจักรสำคัญที่ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับชัยชนะในสงคราม จากความแข็งแกร่งสามารถบุกตะลุยได้ดีในเส้นทางทุรกันดาร และผ่านการทดสอบจากสมรภูมิรบมาแล้ว เมื่อบ้านเมืองสงบรถจิปจึงถูกปรับปรุง พัฒนา ยานยนต์สำหรับประชาชนทั่วไปใช้ในชีวิตประจำวัน ในรหัสรุ่นว่า "CJ" ซึ่งย่อมาจาก "Civilian Jeep" จิปสำหรับพลเมืองรุ่นแรกคือ "CJ-2" ออกในปี 2487 ตามมาด้วย "CJ-2A", "CJ-3A", "CJ-4" จนถึง "CJ-10" ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายในรหัสนี้ ผลิตระหว่างปี 2524-2528 จากนั้นก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "Jeep Wrangler" ตั้งแต่ปี 2527 เป็นต้นมา และยังคงผลิตมาถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้จิปยังผลิตรถชนิดอื่น ๆ อีกด้วย ตั้งแต่รถตรวจการณ์หรูหราไปจนถึงรถกระบะและรถบรรทุก รถจิปได้กลายเป็นยานพาหนะขับเคลื่อนสี่ล้อที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ปัจจุบัน Jeep เป็นยี่ห้อรถยนต์ในเครือบริษัท Daimler-Chrysler ของเยรมนี-อเมริกา



     1 สิงหาคม พ.ศ. 1834 วันสถาปนาประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) หรือชื่อเต็ม "สมาพันธรัฐสวิส" (Swiss Confederation) โดยรัฐอิสระหรือมณฑล (Canton) แถบเทือกเขาเอลป์ (Alps) 3 รัฐได้แก่ อูริ (Uri), สวิซ (Schwyz) และ อันเทอร์วอลเดน (Unterwalden) ได้ร่วมลงนามใน "กฎบัตรสหพันธรัฐ"(Federal Charter) เพื่อเป็นพันธมิตรทางด้านการทหารร่วมกันต่อต้านการรุกรานจากกองทัพ ฮับส์บวร์ก(Habsburg-- ราชวงศ์ที่มีอำนาจเหนือจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีและจักรวรรดิโรมัน รุ่งเรืองในยุคกลางถึงยุคใหม่) ต่อมาในปี 1896 รัฐอิสระอีก 5 แห่งได้แก่ กลาวส์ (Glarus), ซุก (Zug), ลูเซิร์น (Lucerne) ซูริค (Zurich) และ เบิร์น (Berne) ก็เข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรด้วย จากนั้นก็รวมเข้ากับรัฐอิสระอื่น ๆ จนเป็น "สมาพันธรัฐสวิส" อย่างทุกวันนี้ ชาวสวิสจึงถือเอาวันที่ 1 สิงหาคมของทุกปีเป็น "วันชาติ" สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศเล็ก ๆ ในเทือกเขาแอลป์ ตั้งอยู่ในตอนกลางของทวีปยุโรป ภูมิประเทศกว่าร้อยละ 70 เป็นเทือกเขาสูงที่สวยงาม มีพื้นที่ทั้งหมด 41,285 ตารางกิโลเมตร เมืองหลวงคือกรุงเบิร์น เมืองใหญ่ที่สุดคือซูริค ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แบบสมาพันธรัฐ (confederation) ประกอบด้วยมณฑล (Canton) 26 มณฑล มีประชากรทั้งหมดประมาณ 7.5 ล้านคน (ปี 2549) เป็นชาวสวิส-เยอรมันร้อยละ 65 สวิส-ฝรั่งเศสร้อยละ 18 สวิส-อิตาเลียนร้อยละ 10 โรมานช์ร้อยละ 1 และอื่น ๆ ร้อยละ 6 ประชาชนร้อยละ 46.1 นับถือนิกายโรมันคาธอลิก ร้อยละ 40 นับถือนิกาย โปรเตสแตนท์ ร้อยละ 5 นับถือศาสนาอื่น ๆ ที่เหลืออีกร้อยละ 8.9 ไม่ได้นับถือศาสนา ใช้ภาษาราชการ 4 ภาษาคือ เยอรมัน, ฝรั่งเศส, อิตาเลียน และโรมานช์ (Romansh) ใช้หน่วยเงินตราฟรังก์สวิส (Swiss franc) แม้สวิตเซอร์แลนด์จะมีทรัพยากรที่สำคัญคือหินแกรนิต หินปูน และหินที่ใช้ในการก่อสร้าง แต่สินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศนี้คือเคมีภัณฑ์และเวชภัณฑ์ โดยมีบริษัทข้ามชาติมากมายนิยมเข้ามาลงทุน เพราะธนาคารสวิสขึ้นชื่อว่ามีกฎการเก็บความลับทางการเงินของลูกค้าเป็นอย่างดี จึงสามารถดึงดูดเงินจากกระเป๋านักลงทุนจากต่างประเทศอย่างมาก อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลของสวิตเซอร์แลนด์เป็นอุตสาหกรรมที่ดีที่สุดในโลกด้วยใช้วัตถุดิบและแรงงานฝีมือชั้นสูง การท่องเที่ยวก็เป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่ง ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญได้แก่วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมและสินค้าทางการเกษตร เนื่องจากมีพื้นที่เพาะปลูกเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น ปัจจุบันสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มั่งคั่งที่สุดประเทศหนึ่ง ในปี 2543 GDP ต่อหัวสูงถึง 33,464 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 3 ของโลกรองจากญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีความเป็นกลางทางการเมือง แต่ชาวสวิสทุกคนก็มีสิทธิ์เสรีภาพทางการเมืองไม่น้อยหน้าประเทศใดในโลก


                                                                                                              ขอบคุณสาระดีๆจากsanook.com





วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สาระความรู้ วันนี้....ในอดีต (ตอน31 กรกฎาคม พ.ศ.2508 : วันเกิด โจแอนน์ โรลลิง ผู้เขียนวรรณกรรม แฮรี พอตเตอร์)



     31 กรกฎาคม พ.ศ. 2508 วันเกิด โจแอนน์ โรลลิง (Joanne Kathleen Rowling) นักเขียนชาวอังกฤษ เจ้าของนามปากกา "เจ. เค. โรลลิง" (J. K. Rowling) ผู้ให้กำเนิดวรรณกรรมชื่อดัง "แฮรี พอตเตอร์" (Harry Potter) เกิดที่เมืองเยต มลฑลกลอสเตอร์ไชร์ (Gloucestershire) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอังกฤษ เธอเริ่มเขียนนิยายเรื่องแรกตั้งแต่ห้าขวบคือ "Rabbit" จากนั้นพ่อแม่ก็ส่งเสริมด้านการอ่านการเขียนมาตลอด เธอเรียนจบสาขาภาษาฝรั่งเศสและวรรณกรรมคลาสสิกจากมหาวิทยาลัยเอ็กซีเตอร์ (University of Exeter) เริ่มต้นทำงานที่ฝรั่งเศสพักหนึ่งก่อนจะกลับมาทำงานเป็นเลขานุการองค์การนิรโทษกรรมระหว่างประเทศ ที่กรุงลอนดอน วันหนึ่งในปี 2533 ในตู้รถไฟระหว่างเมืองแมนเชสเตอร์-ลอนดอน ซึ่งเสียเวลา 4 ชั่วโมง ความคิดของเธอก็เถลไหลไปถึงเด็กชายในโรงเรียนพ่อมด เมื่อไปถึงสถานีแช็พแฮม จังค์ชัน (Clapham Junction) เธอก็เริ่มลงมือเขียนเรื่องในจินตนาการออกมาทันที ก่อนจะกลายเป็นวรรณกรรมแฟนตาซีของเหล่าพ่อมด ที่เด็ก ๆ ทั่วโลกหลงไหลในอีก 6 ปีต่อมา จากนั้นเธอย้ายไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่ประเทศโปรตุเกส และแต่งงานกับนักข่าวหนังสือพิมพ์ มีลูกสาวด้วยกันคนหนึ่ง ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกทางกันในปี 2536 จากนั้นเธอกับลูกสาวก็ย้ายไปอยู่ที่เมืองเอดินเบิร์ก ประเทศสกอตแลนด์ ทำงานตามร้านกาแฟและรอรับเงินเลี้ยงชีพจากรัฐบาล เธอต้องพักอยู่ในห้องเช่าราคาถูก ในระหว่างนี้ก็เขียนเรื่องแฮรีพอร์ทเตอร์ตอนแรก เสร็จสมบูรณ์ในปี 2538 เธอนำต้นฉบับที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดไปเสนอตามสำนักพิมพ์กว่าสิบแห่งแต่ก็ถูกปฏิเสธ ในที่สุดแฮรีพอตเตอร์ตอนแรกที่ชื่อว่า"Harry Potter and the Philosopher’s Stone" ก็ได้รับการตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ "บลูมส์เบอรี"(Bloomsbury Publishing Plc) ในปี 2540 ด้วยยอดพิมพ์ที่ต่ำกว่า 1,000 เล่ม เจ้าของสำนักพิมพ์แนะนำให้เธอใช้นามปากกาเป็นชื่อย่อว่า "J. K. Rowling" เพราะกลัวว่าถ้าใช้ชื่อจริงซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นหญิงแล้ว แฟน ๆ เด็กผู้ชายจะไม่ยอมเปิดหนังสืออ่าน ห้าเดือนหลังจากนั้นนิยายเรื่องนี้ก็ได้รับรางวัล "Nestle Smarties Book Prize" ต่อด้วย "British Book Award" ปีต่อมาแฮร์รี พอตเตอร์ก็ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในอเมริกา พ่อมดน้อยแฮร์รี พอร์ตเตอร์ก็กลายเป็นขวัญใจเด็ก ๆ ที่นั่นทันที ก่อนจะกลายเป็น "แฮร์รีฟีเวอร์" ไปทั่วโลก หลังจากที่ได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ ทั่วโลก ตามมาด้วยแฮร์รี พอตเตอร์ตอนอื่น ๆ รวมทั้งหมดเป็น 6 ตอน ตอนล่าสุดคือ "Harry Potter and the Deathly Hallows" วางแผงในอเมริกาเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2550 ปัจจุบันหนังสือนิยายเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ ถึง 64 ภาษา ตีพิมพ์ทั่วโลกรวมกันกว่า 325 ล้านเล่ม นอกจากนี้ยังได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ แฮร์รี พอตเตอร์ตอนแรกออกฉายในเดือนพฤศจิกายน 2544 ตามมาด้วยภาคต่อ ๆ มาทุกภาค อีกทั้งแฮร์รี พอตเตอร์ยังถูกนำไปสร้างเป็นวีดิโอเกม และเป็นสินค้าอื่น ๆ อีกหลายชนิด ทั้งหมดนี้ส่งผลให้โรลลิงจากคนตกงาน กลายเป็นมหาเศรษฐีมีทรัพย์สินประมาณ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการจัดอันดับของนิตยสาร Sunday Time (2007 Sunday Times Rich List) ได้จัดสถิติบุคลลที่รวยที่สุดในโลก โรลลิงขึ้นทำเนียบบุคคลรวยที่สุดอันดับ 136 และเป็นเศรษฐินีอันดับที่ 13 ของอังกฤษ



     31 กรกฎาคม พ.ศ. 2410 หม่อมราโชทัย หรือ ม.ร.ว. กระต่าย อิศรางกูล ณ อยุธยา บุคคลสำคัญของไทย ถึงแก่อสัญกรรม หม่อมราโชทัยเป็นโอรสของกรมหมื่นเทวานุรักษ์ (หม่อมเจ้าชะอุ่ม) ประสูติเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2363 เมื่อเจริญวัยบิดาได้นำไปถวายตัวอยู่กับ เจ้าฟ้ามงกุฎสมมุติเทวาวงศ์ พงศาอิศวรกระษัตริย์ขัตติยราชกุมาร เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฎทรงผนวช หม่อมราชวงค์กระต่ายก็ได้ตามเสด็จไปอยู่รับใช้โดยตลอด ครั้นเมื่อเจ้าฟ้ามงกุฎทรงสนพระราชหฤทัยภาษาอังกฤษ หม่อมราชวงค์กระต่ายก็ได้ศึกษากับมิชชันนารีจนมีความรู้ภาษาอังกฤษอย่างดี เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฎเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติขึ้นเป็น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 หม่อมราชวงค์กระต่ายก็ได้ติดตามสมัครเข้ารับราชการสนองพระมหากรุณาธิคุณและด้วยความสามารถทางการใช้ภาษาอังกฤษ จึงได้เลื่อนยศเป็น "หม่อมราโชทัย" ในปี 2400 รัชกาลที่ 4 ได้มีพระราชดำริให้จัดส่งราชทูตเชิญพระราชสาสน์และเครื่องราชบรรณาการไปเจริญพระราชไมตรีกับอังกฤษ ในสมัยสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย โดยให้หม่อมราโชทัยเป็นล่าม เมื่อกลับมาแล้วก็ทรงโปรดเกล้าให้เป็นอธิบดีพิพากษาศาลต่างประเทศเป็นคนแรก ในระหว่างเดินทางไปอังกฤษหม่อมราโชทัยได้เขียนจดหมายเหตุบันทึกการเดินทางไว้ตลอด เมื่อกลับมาแล้วก็ได้แต่งเป็น "นิราศลอนดอน" นับเป็นนิราศเรื่องแรกที่กล่าวถึงบ้านเมืองในประเทศตะวันตก นิราศลอนดอนเป็นทั้งวรรณคดี และจดหมายเหตุพงศวดารชิ้นสำคัญ ภายหลังหม่อมราโชทัยขายลิขสิทธิ์ให้แก่หมอบรัดเลย์ในราคา 400 ซึ่งนับเป็นการขายกรรมสิทธิหนังสือครั้งแรกในเมืองไทย ตีพิมพ์ออกเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2404 หม่อมราโชทัยถึงแก่อนิจกรรมเมื่ออายุได้ 43 ปี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าให้จัดการรับพระราชทานเพลิง ณ เมรุวัดอรุณราชวราราม เมื่อ วันที่ 19 กันยายน 2410



     31 กรกฎาคม พ.ศ. 2466 รถแท็กซี่ (Taxi) เริ่มมีขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย โดย พลโท พระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เพื่อช่วยทหารอาสาในสงครามโลกครั้งที่ 1 ให้มีอาชีพหลังจากปลดจากราชการ โดยนำเอารถเก๋งออสติน (Austin) ขนาดเล็กออกวิ่งรับจ้าง โดยติดป้ายรับจ้างไว้ข้างหน้า-หลังของตัวรถ คิดค่าโดยสารเป็นไมล์ โดยตกไมล์ละ 15 สตางค์ ซึ่งนับว่าแพงมากเมื่อเทียบราคากับค่าโดยสารในปัจจุบัน ในสมัยนั้นจึงนิยมเรียกกันว่า "รถไมล์" เพราะเก็บค่าโดยสารตามเลขไมล์ระยะทางที่วิ่ง ในสมัยบุกเบิกใหม่ ๆ นั้นมีรถแท็กซี่อยู่เพียง 14 คัน แต่ก็ประสบปัญหาขาดทุนจนต้องเลิกกิจการในที่สุด เนื่องจากค่าโดยสารแพง ผู้ใช้บริการยังไม่คุ้นเคยจึงไม่ยอมนั่ง ประกอบกับเมืองกรุงเทพฯ ยังมีขนาดเล็ก และมีรถรับจ้างอื่น ๆ อยู่มากและราคาถูกกว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2490 ก็มีผู้นำรถยนต์นั่งมาให้บริการในลักษณะรถแท็กซี่อีกครั้ง รถที่นำมาบริการในช่วงนั้นเป็นรถยี่ห้อ เรโนลต์ (Renault) สมัยนั้นจึงเรียกแท็กซี่ว่า "เรโนลต์" ได้รับความนิยมจากคนทั่วไปเป็นอย่างมาก เนื่องจากสะดวกรวดเร็วกว่ารถจักรยานสามล้อถีบ ซึ่งมีชุกชุมในยุคนั้น ด้วยเหตุนี้ทำให้อาชีพขับรถแท็กซี่เป็นที่ฮือฮา มีผู้นำรถเก๋งไปทำเป็นรถแท็กซี่กันมากขึ้น จนระบาดไปต่างจังหวัด จนต้องมีการควบคุมกำหนดจำนวนรถมาจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันแท็กซี่ในเมืองไทยเป็นรถปรับอากาศ ติดมิเตอร์คิดอัตราค่าโดยสารตามระยะทางและเวลา โดยเริ่มต้นที่ 35 บาท พร้อมทั้งมีมีวิทยุสื่อสาร บางคันอาจมีทีวีให้ดูในระหว่างการเดินทางด้วย



     31 กรกฎาคม พ.ศ. 2487 อังตวน เดอ แซง-เตกซูเปรี (Antoine de Saint-Exupery) นักบินและนักประพันธ์ชาวฝรั่งเศส ผู้แต่ง "เจ้าชายน้อย" (The Little Prince) หายสาบสูญไปขณะบินลาดตระเวนอยู่เหนือน่านฟ้าแอฟริกา แซง-เตกซูเปรีเกิดที่เมืองลียอง (Lyon) ทางตะวันออกของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2443 เรียนสถาปัตย์ที่ Ecole des Beaux-Arts กรุงปารีส เข้ารับราชการทหารในปี 2464 ถูกส่งไปฝึกขับเครื่องบินที่เมืองสตราส์บรูก ประเทศเยอรมนี ก่อนจะได้ใบอนุญาติเป็นนักบินอาชีพ ต่อมาก็เริ่มบุกเบิกการบินไปรษณีย์ ในปี 2469 เป็นนักบินประจำเส้นทางสาย ตูลูส-คาซาบลังกา แล้วต่อมาถูกส่งไปเป็นหัวหน้าหน่วยประจำสถานีที่กางจูบีในแอฟริกา เขาได้อาศัยประสบการครั้งนี้เขียนนิยายเรื่องแรกคือ "ไปรษณีย์ใต้" (Courrier sud) ในปี 2472 หลังจากการไปฝึกฝนเพิ่มเติม จนได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการบริษัทขนส่งทางอากาศบริษัทหนึ่งที่กรุงบัวโนสไอเรสในอเมริกาใต้ อีกสองปีต่อมาก็ออกผลงานเล่มที่ 2 คือ "เที่ยวบินกลางคืน" (Vol de nuit) ระหว่างที่เขาพยายามบินทำสถิติระหว่างปารีส-ไซ่ง่อน เครื่องบินเกิดขัดข้อง ต้องร่อนลงกลางทะเลทรายที่แอฟริกา เขาจึงได้นิยายอีกเรื่องคือ "แผ่นดินของเรา" (Terre des Hommes) ตีพิมพ์ในปี 2482 นอกจากนี้ก็ยังผลงานเล่มเล็กแต่ยิ่งใหญ่คือ "เจ้าชายน้อย" (Le Petit Prince) ตีพิมพ์ในปี 2486 วรรณกรรมเยาชนคลาสสิกตลอดกาล ซึ่งเขาวาดภาพประกอบด้วยตนเอง เป็นเรื่องของเจ้าชายตัวน้อยองค์หนึ่งที่หลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อบอกเล่าความจริงบางอย่างให้แก่เพื่อนมนุษย์ นับเป็นผลงานที่งดงามและแสนเศร้า ด้วยว่าในที่สุดเจ้าชายน้อยจะต้องหายตัวไป เช่นเดียวกับแซง-เตกซูเปรี ที่หายสาบสูญไป ขณะบินลาดตระเวนอยู่เหนือน่านฟ้าแอฟริกาเมื่อคือวันที่ 31 กรกฎาคม 2487 ระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งคาดว่าเครื่องบินของเขาจะถูกฝ่ายเยอรมันยิงตก


                                                                            ขอบคุณสาระดีๆจาก sanook.com




วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สาระความรู้ วันนี้....ในอดีต (ตอน30 กรกฎาคม พ.ศ.2406 : วันเกิด เฮนรี ฟอร์ด เจ้าของธุรกิจรถยนต์แบรนด์อเมริกัน ฟอร์ด (Ford))



        30 กรกฎาคม พ.ศ. 2406 วันเกิด เฮนรี ฟอร์ด (Henry Ford) นักอุตสาหกรรมชาวอเมริกันผู้บุกเบิกการผลิตรถยนต์ เกิดในครอบครัวชาวไร่ ที่เมืองดีทรอยท์ มลรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมกริกา ด้วยความสนใจในเครื่องยนต์กลไก พ่อของเขามอบนาฬิกาพกให้เป็นของขวัญตอนเข้าสู่วัยรุ่น ทำเขาเป็นช่างซ่อมนาฬิกาขึ้นชื่อตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี ก่อนหน้านั้นในปี 2419 แม่ของเขาเสียชีวิต พ่อจึงอยากให้เขาเป็นผู้ดูแลฟาร์มต่อ แต่เขาปฏิเสธ ปี 2423 เขาเข้าเป็นเด็กฝึกหัดงานด้านเครื่องยนต์กลไกที่เมืองดีทรอยท์ จากนั้นก็ได้เป็นช่างซ่อมเครื่องจักรไอน้ำ วิศวกรและเป็นหัวหน้าวิศวกรของบริษัท Edison Illuminating Company เขาได้รับมอบหมายให้ศึกษาและพัฒนาเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมัน กระทั่งสามารถพัฒนารถยนต์สี่ล้อคันแรกสำเร็จในปี 2412 เขาตั้งชื่อว่า "ฟอร์ด ควอดริไซเคิล" (Ford Quadricycle) ต่อมาเขารวมตัวกับเพื่อน ๆ นักประดิษฐ์ก่อตั้ง "บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์" (Ford Motor Company) ในปี 2446 ในสมัยที่สังคมอเมริกันยังนิยมรถม้า และมองว่ารถยนต์ยังเป็นสิ่งไร้สาระ ไว้ใจไม่ได้ และมีราคาสูงเกินจะไขว่คว้า แต่ด้วยความสามารถของฟอร์ด เขาริเริ่มใช้กระบวนการผลิต"ระบบสายพาน" (assembly lines) ในการผลิตรถยนตร์เป็นครั้งแรก ทำให้การผลิตรถยนต์รวดเร็วและได้จำนวนมาก ๆ ในปี 2451 รถยนต์ "ฟอร์ด โมเดล ที" (Ford Model T) ของเขาก็ออกจำหน่ายเป็นครั้งแรก ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากอเมริกันชนเป็นอย่างดี เพราะเป็นรถยนต์ที่สวยงาม มีความแข็งแรงทนทาน และมีราคาถูกกว่ารถยนต์ญี่ห้ออื่นในตลาดเกือบครึ่ง รถยนต์รุ่นนี้ผลิตจนถึงปี 2470 จำหน่ายได้ทั้งหมดราว 15 ล้านคัน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 บริษัทฟอร์ดก็ยังประสบความสำเร็จในการผลิตเครื่องบิน "ฟอร์ด 4เอที ไตรมอเตอร์" (Ford 4AT Trimotor) ฟอร์ดมีส่วนในการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนตร์ให้ก้าวหน้าขึ้นกลายเป็นธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ฟอร์ดถึงแก่กรรม 7 เมษายน 2490 ฟอร์ดได้รับการยกย่องให้เป็น "บิดาแห่งการผลิตระบบสายพาน" ที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ส่งผลให้เกิดการผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมาก นับเป็นการปฏิวัติการผลิตสินค้าจำนวนมากในเชิงอุตสาหกรรม ปัจจุบันบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ ได้ขยายกิจการธุรกิจรถยนต์ไปทั่วโลก โดยเป็นเจ้าของธุรกิจรถยนต์แบรนด์อเมริกันคือ "ฟอร์ด" (Ford) "ลินคอล์น" (Lincoln) และ "เมอร์คิวรี" (Mercury) แบรนด์อังกฤษคือ "จากัวร์" (Jaguar) "แลนด์ โรเวอร์" (Land Rover) แบรนด์สวีเดนคือ "วอลโว" (Volvo) และร่วมลงทุนกับบริษัทผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นคือ "มาสดา" (Mazda) ฟอร์ด มอเตอร์ทำรายได้ต่อปีประมาณ 12.6 พันล้านบาท (ปี 2549) มีคนพนักงานทั่วโลกราว 280,000 คน (ปี 2549)



     30 กรกฎาคม พ.ศ. 2470 "โชคสองชั้น" ภาพยนตร์ฝีมือของคนไทยเรื่องแรก ออกฉายสู่สาธารณชนที่ โรงภาพยนตร์พัฒนากร กรุงเทพฯ ปรากฎว่าได้รับการตอบรับจากประชาชนจำนวนมาก นับว่าเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่มีมหาชนไปดูกันมากที่สุด ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนังเงียบ ถ่ายทำด้วยฟิล์มขาว-ดำขนาด 35 มม. ผลิตโดยกลุ่ม "กรุงเทพฯ ภาพยนตร์บริษัท” ของพี่น้องตระกูล "วสุวัต" อำนวยการสร้างโดย นายมานิต วสุวัต บทภาพยนตร์โดย หลวงบุณยมานพพานิช ถ่ายภาพโดย หลวงกลการเจนจิต ตัดต่อโดย นายกระเศียร กำกับโดย หลวงอนุรักษ์รัถการ นอกจากนี้ยังได้จ้างทีมงานบางส่วน และอุปกรณ์การถ่ายทำ จากกองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าว กรมรถไฟหลวง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการ ผลิตภาพยนตร์ที่มีศักยภาพที่สุด ในขณะนั้นมาช่วยถ่ายทำด้วย เรื่องราวของ ’โชคสองชั้น’ เป็นเรื่องราวของ กมล นายอำเภอหนุ่มที่ได้รับมอบหมายให้มาจับโจรร้ายที่หลบหนีมาซ่อนตัวในกรุงเทพฯ ในระหว่างนี้ กมลได้พบรักกับ วลี นางเอกที่มีหนุ่มหมายปองอยู่แล้ว คือ วิง ซึ่งเป็นคนร้ายที่พระเอกตามหาอยู่ ในที่สุดพระเอกก็ตามจับคนร้ายได้ จึงเป็นที่มาของชื่อเรื่อง ’โชคสองชั้น’ คือได้ทั้งจับคนร้ายและได้พบรักกับนางเอก หอสมุดแห่งชาติได้ค้นพบฟิล์มและพิมพ์สำเนาใหม่เอาไว้ได้เพียง 42 ฟุต คิดเป็นภาพนิ่งทั้งหมด 1,319 ภาพ รวมความยาวประมาณ 1 นาที แต่ก็นับว่าเป็นนาทีที่มีคุณค่า เพราะเป็นประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยในยุคเริ่มต้น



     30 กรกฎาคม พ.ศ. 2489 วันเกิด ณรงค์ จันทร์เรือง นักเขียนเรื่องขนหัวลุก เจ้าของนามปากกา "ใบหนาด" เกิดที่กรุงเทพฯ เริ่มเรียนชั้นประถม-มัธยมที่ จ. สระบุรี ณรงค์เริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่อายุ 15 ปี เริ่มส่งบทกลอนไปลงหนังสือ "ศรีสัปดาห์” ส่งนิทานไปลง "ดรุณสาร" และได้ตีพิมพ์เรื่องสั้นเรื่องแรก "วิวาห์ในอากาศ" ในนิตยสาร "แสนสุข" และ "แม่ศรีเรือน" นับเป็นก้าวแรกสู่วงการน้ำหมึก พออายุ 18-19 ปีก็เริ่มเขียนเรื่องยาว ทำให้เขาได้ค่าเรื่องมากกว่า 3 เท่าของเงินเดือบบัณฑิตในสมัยนั้น เขาจึงตัดสินใจเลิกเรียนหนังสือตั้งแต่ยังไม่ทันจบชั้น ม. 8 ด้วยหลงใหลการประพันธ์ จากนั้นก็ได้ทำงานในตำแหน่งพิสูจน์อักษรที่นิตยสาร "แสนสุข" แล้วเขียนนิยายบู๊เรื่อง "กริชมหาราช" ให้กับสำนักพิมพ์เพลินจิต ณรงค์มีความใฝ่ฝันว่าเรื่องสั้นของตนจะต้องได้ลงตีพิมพ์ใน "สยามรัฐสัปดาวิจารณ์” ซึ่งเป็นสนามเรื่องสั้นที่ "หิน มากในสมัยนั้นให้ได้ ในที่สุดเรื่องสั้นของเขาเรื่อง "โรงนา” ก็ได้รับการพิจารณาลงตีพิมพ์โดยบรรณาธิการ ประมูล อุณหธูป วันหนึ่งเขาต้องมารับหน้าที่เขียนเรื่องสั้นผีลงในคอลัมน์ "ขวัญหาย" ในหนังสือ "ขวัญจิต" เขาจึงรีบเขียนเรื่อง "วิญญาณห่วง" ในเวลาที่จำกัดและใช้นามปากกา "ใบหนาด" เป็นครั้งแรกที่นี่ ตลอด 40 ปีในชีวิตนักประพันธ์ "ใบหนาด" เขียนเรื่องผีนับพันเรื่อง เขียนเรื่องผีทุกประเภท ทั้งผีในป่าช้า บ้านร้าง ผีตายโหง ผีตายทั้งกลม ผีอาฆาตพยาบาท นางไม้ พราย ฯลฯ หยิบเอาความน่ากลัวมาให้ผู้อ่านขนหัวลุกกันอย่างบันเทิงเริงใจ เรื่องผีของ "ใบหนาด" จึงไม่ใช่แค่ทำให้คนจิตอ่อนขนหัวลุกเท่านั้น แต่สัปเหร่อยังขนพองสยองเกล้า หรือแม้แต่ผีเองยังกลัว นอกจากเรื่องผีแล้ว ณรงค์ยังมีผลงานอีกหลายประเภท ทั้งนวนิยาย เช่น มัสยาวังเย็น, เทพธิดาวารี, เทพธิดาคาเฟ่ ฯลฯ เรื่องสั้น เช่น สวะชีวิต, เสน่ห์สลัม, น้ำรักไม่รา, ตายแล้วมาทางนี้ ฯลฯ สาคดี เช่น ไอ้มืดนิวยอร์ก, คึกฤทธิ์ ปราโมช-สิบเศียรยี่สิบกร, อรวรรณ อกสามศอก, นักเขียนในอดีต ฯลฯ นอกจากนี้ เขายังเขียนเรื่องขบขัน เรื่องท่องเที่ยว บทความ คอลัมน์ตอบปัญหาชีวิต เขียนบทภาพยนตร์ โดยใช้นามปากกาหลากหลาย อาทิ "ใบหนาด", "บุญเสมอ", "แดงสังวาลย์", "คริส สารคาม", "รบ จันทร์แรม" เป็นต้น ปัจจุบันณรงค์ยังคงเขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ "ข่าวสด" และเขียนเรื่องผีในนามปากกา "ใบหนาด" ทั้งนี้ใบหนาดเป็นไม้พุ่มชนิดหนึ่งสูง 4-5 ม. ใบสากเหมือนใบข่อย เชื่อกันว่าผีกลัวใบหนาดเพราะความสากและคัน หมอผีภาคเหนือจะใช้ใบหนาดในกรรมวิธีไล่ผี และความอัปมงคล


                                                                                       ขอบคุณสาระดีๆจาก sanook.com



วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สาระความรู้ วันนี้....ในอดีต (ตอน29 กรกฎาคม พ.ศ.2433 : ฟินเซนต์ ฟาน ก็อกฮ์ ศิลปินเอกของโลกชาวดัตช์ เสียชีวิต)



     29 กรกฎาคม พ.ศ. 2433 ฟินเซนต์ ฟาน ก็อกฮ์ (Vincent Willem van Gogh) ศิลปินเอกของโลกชาวดัตช์ เสียชีวิต ฟาน ก็อกฮ์เกิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2396 ที่เมืองนอร์ท บราบันท์ (North Brabant) ทางตอนใต้ของเนเธอร์แลนด์ ในครอบครัวหมอสอนศาสนา จบวิชาเทววิทยาจากมหาวิทยาลัยไลเดน (University of Leiden) ฟาน ก็อกฮ์เป็นนักเทศน์อยู่ระยะหนึ่งแล้วตัดสินใจทำงานศิลปะอย่างจริงจัง เขาทุ่มเทชีวิตกับการเขียนภาพและทดลองเทคนิคใหม่ ๆ อยู่เสมอ ตลอดชีวิตเขาเขียนภาพกว่า 2,000 ภาพแต่กลับขายได้เพียงภาพเดียว เขาเป็นคนที่มีอารมณ์อ่อนไหว แปรปรวน พลุ่งหลาน รุนแรง และชอบเก็บตัว เคยถูกส่งเข้าโรงพยาบาลโรคประสาท ชีวิตค่อนข้างอัตคัดมาก แต่มีน้องชายคอยจุนเจือและให้กำลังใจอยู่เสมอ เขายิงตัวตายตอนอายุ 37 ปี ภาพเขียนของฟาน ก็อกฮ์จัดอยู่ในประเภทหลังอิมเพรสชันนิสม์ (Post-Impressionism) ซึ่งเป็นต้นแบบของประเภทเอ็กเพรชชันนิสม์ (expressionism) ผลงานสำคัญได้แก่ภาพ Sunflowers, Starry Night, Bedroom at Arles, Wheat Field with Crows ฯลฯ แม้ช่วงที่มีชีวิตอยู่เขาจะเป็นศิลปินที่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่หลังจากนั้นชื่อ ฟินเซ็นต์ ฟาน ก็อกฮ์ ก็ถูกยกย่องให้หนึ่งในศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 1929 กรกฎาคม พ.ศ.2433 : ฟินเซนต์ ฟาน ก็อกฮ์ ศิลปินเอกของโลกชาวดัตช์ เสียชีวิต


     29 กรกฎาคม พ.ศ. 2524 เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ (HRH the Prince Charles, The Prince of Wales) มกุฎราชกุมารแห่งเวลส์ พระราชโอรสองค์โตแห่งสมเด็จพระราชินี อลิซาเบธ ที่ 2 (Queen Elizabeth II) เข้าร่วมพระราชพิธีอภิเษกสมรสกับ ไดอานา สเปนเซอร์ (Diana Frances Spencer) ที่มหาวิหารเซนต์ปอล ในกรุงลอนดอน ขณะพระองค์มีพระชนมายุ 30 พรรษา ส่วนเลดี้ไดอานามีสตรีสามัญชนแห่งตระกูล “สเปนเซอร์” มีอายุ 19 ปี ในวันเดียวกันทั้งสองพระองค์ได้จุมพิตต่อหน้าประชาชนเป็นครั้งแรกบนระเบียงพระราชวังบัคกิ้งแฮม มีแขกได้รับเชิญจำนวนกว่า 3500 คน และมีการถ่ายทอดสดงานแต่งงานแห่งศตวรรษนี้ไปทั่วโลก หลังจากนั้นเลดี้ไดอานาได้รับพระราชทานพระอิสริยยศเป็น "เจ้าหญิงไดอานา มกุฎราชกุมารีแห่งเวลส์” (Diana, Princess of Wales) ทั้งสองพระองค์มีพระโอรสสองพระองค์ได้แก่ เจ้าชายวิลเลียม แห่งเวลส์ (Prince William of Wales) และ เจ้าชายแฮร์รี แห่งเวลส์ (Prince Henry of Wales) ภายหลังทั้งสองพระองค์มีปัญหาด้านความสัมพันธ์และทรงหย่ากันในวันที่ 28 สิงหาคม 2539 ปีต่อมาเจ้าหญิงไดอานาก็สิ้นพระชนม์ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่กรุงปารี ประเทศฝรั่งเศส จากนั้นเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ก็ทรงเข้าพิธีอธิเษกสมรสใหม่กับ คามิลลา ปากเกอร์ โบลส์(Camilla Parker Bowles) อดีตคนรักซึ่งเคยคบหากันก่อนที่พระองค์จะทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงไดอานา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2548 หลังจากนั้นคามิลาก็ได้รับโปรดเกล้าฯ ขึ้นเป็น เจ้าฟ้าหญิงดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์(Her Royal Highness the Duchess of Cornwall)



     29 กรกฎาคม พ.ศ. 2426 วันเกิด เบนิโต มุสโสลินี (Benito Amilcare Andrea Mussolini) ผู้สถาปนาลัทธิ "ฟาสซิสม์” (Fascism) นายกรัฐมนตรีและผู้นำจอมเผด็จการของอิตาลี เกิดในครอบครัวที่ยากจนในเมืองเปรแดปปิโอ (Predappio) แคว้นเอมิเลีย-โรแมกนา (Emilia-Romagna) ทางตอนเหนือของอิตาลี มารดาเป็นครู บิดาเป็นช่างเหล็กที่เลื่อมใสลัทธิสังคมนิยม ตอนแปดขวบเขาถูกไล่ออกจากโบถส์เพราะแกล้งผู้อื่น จากนั้นถูกส่งเข้าโรงเรียนประจำแต่ก็ถูกไล่ออกเพราะทำร้ายร่างกายนักเรียนคนอื่นและครู ตอนอายุ 19 ปีเขาหนีหนารโดยย้ายไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทำงานไมเป็นหลักแหล่งจนถูกจับในข้อหาคนจรจัด ในที่สุดก็ต้องกลับบ้านเกิดไปเกณฑ์ทหาร ต่อมาเขาเข้าเป็นสมาชิกพรรคสังคมนิยมของอิตาลี (Italian Socialist Party) เป็นหนึ่งในกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ของพรรคคือ "L’Avvenire del Lavoratore" (อนาคตของกรรมาชีพ) เขาเขียนนิยายเรื่อง "Claudia Particella, l’amante del cardinale" (The Cardinal’s Mistress) ตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ในปี 2453 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (2457-2462) ในฐานะกระบอกเสียงคนสำคัญของพรรคสังคมนิยม เขาพยายามผลักดันให้พรรคเห็นด้วยกับฝ่ายรัฐบาลในการเข้าร่วมสงคราม ในที่สุดก็ถูกขับออกจากพรรค เขาถูกเกณฑ์เข้าเป็นทหารและได้รับบาทเจ็บเพียงเล็กน้อย หลังสงครามสงบลง มุสโสลินีก็สถาปนาลัทธิฟาสซิสม์ขึ้นที่เมืองมิลานเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2461 โดยได้รับอิทธิพลจาก ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ปีต่อมามุสโสลินีก่อตั้ง "พรรคฟาสซิสม์" (National Fascist Party) ขึ้นที่กรุงโรม เพื่อเตรียมกองกำลังปฏิวัติอิตาลีในปี 2465 เปลี่ยนอิตาลีเป็นรัฐฟาสซิสม์ และก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2465 ประชาชนผู้เลื่อมใสต่างเรียกเขาว่า "il Duce" (ท่านผู้นำ) จากนั้นเขาก็สถาปนาตนเองเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ บังคับให้ยกเลิกระบบรัฐสภา แทนด้วย "รัฐบรรษัท" (Corporate State) รวบอำนาจอย่างเป็นทางการ จัดตั้งรัฐวาติกัน ยึด อบิสซีเนีย (เอธิโอเปียปัจจุบัน) เป็นเมืองขึ้นในปี 2479 พร้อมกับเข้าร่วมกับฝ่าย นายพลฟรังโก (Francisco Franco) ใน สงครามกลางเมืองสเปน (Spanish Civil War) และผนวก อัลบาเนีย (Albania) เป็นส่วนหนึ่งของอิตาลี ปี 2483 เขานำอิตาลีเข้าร่วมฝ่าย "อักษะ" (Axis Power) ของฮิตเลอร์ ผู้นำนาซีเยอรมันในช่วง สงครามโลกครั้งที่ 2 (2482-2488) หลังจากพ่ายแพ้ในสงครามอย่างต่อเนื่อง มุสโสลินีก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้นำอิตาลีในปี 2486 เขาถูกควบคุมตัวอยู่ในเคหสถาน จากนั้นหน่วยคอมมานโดของเยอรมันบุกชิงตัวออกมาได้ ฮิตเลอร์ช่วยจัดตั้งรัฐบาลหุ่นให้เขาที่เมืองซาโล (Salo) เขตยึดครองของเยอรมนีริมทะเลาสาบการ์ดา (Garda Lake) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบ มุสโสลินีก็ถูกฝ่ายต่อต้านเผด็จการจับกุมตัวได้ในปี 2488 ถูกสำเร็จโทษในวันที่ 28 เมษายน 2488 แล้วนำศพของเขาไปแขวนประจานที่เมืองโคโมและเมืองมิลาน ทั้งนี้ “ฟาสซิสม์” คืออุดมการณ์ทางการเมืองที่เชิดชูอำนาจของผู้นำและลัทธิชาตินิยม โดยผู้นำจะรวบอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ฟาสซิสม์เชื่อว่ารัฐมีความสำคัญกว่าปัจเจกบุคคล จึงสนับสนุนให้ประชาชนอุทิศตนเพื่อชาติเหนือสิ่งอื่นใด ประชาชนจึงต้องทำงานเพื่ออุทิศแก่รัฐ ฟาสซิสม์มีแนวคิดแบบทหารขวาจัด ดูถูกประชาธิปไตย แต่ชิงชังคอมมิวนิสต์ เคยเฟื่องฟูในช่วงสงครามโลกทั้งสองครั้ง เริ่มเสื่อมความนิยมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟาสซิสม์เคยมีอิทธิพลในหลายประเทศ เช่น อิตาลี สเปน เยอรมนี ญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศไทยในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม



     29 กรกฎาคม พ.ศ. 2399 โรเบิร์ต อเล็กซานเดอร์ ชูมันน์ (Robert Alexander Schumann) คีตกวียุคโรแมนติกชาวเยอรมัน เสียชีวิต ชูมันน์เกิดที่เมืองซวิคเคา (Zwickau) แคว้นซักโซนี (Saxony) ของเยอรมัน เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2353 พ่อเป็นนักเขียน ที่บ้านจึงมีหนังสืออยู่มากมายให้ชูมันน์อ่าน นอกจากเล่นเปียโนแล้วเขายังแต่งเพลงได้ตั้งแต่ 7 ขวบ อีกทั้งยังชอบเขียนนิยายและบทกวีมา ตอนอายุ 16 ปีพ่อเสียชีวิต ชูมันน์ลังเลว่าจะเป็นนักดนตรีหรือนักเขียนดี แต่แม่ก็ตัดสินใจให้เขา โดยส่งไปเรียนกฎหมายที่เมืองไลพ์ซิก แต่ด้วยบรรยากาศของเมืองกลับเต็มไปด้วยเสียดนตรี ชูมันน์จึงมักจะนั่งเล่นเปียโนให้เพื่อน ๆ ฟังเสมอ หรือไม่ก็อ่านนิยายของเชคสเปียร์หรือเกอเธ เขาเริ่มเรียนเปียโนอย่างจริงจังตอนอายุ 20 ปีกับ ฟริดริช วิค (Friedrich Wieck) ซึ่งมีลูกสาวสวยและเป็นนักเปียโนอนาคตไกล ชูมันน์มุ่งมั่นฝึกฝนเปียโนอย่างจริงจัง โดยผูกนิ้วนางแขวนไว้จนชาและพิการ เขาจึงต้องหยุดเล่นเปียโนและหันมาแต่งเพลงอย่างจริงจัง เพลงแรกคือ Abegg Variations และเริ่มเขียนวิจารณ์เพลงลงในนิตยสารดนตรี เขาแต่งงานกับ คลารา วิค (Clara Wieck) ลูกสาวของครูเปียโนของเขาในปี 2383 ช่วงนี้เป็นช่วงที่ชูมันน์มีความสุขมาก เขาเขียนเพลงที่สวยงามออกมาจำนวนมาก อาทิ Spring Symphony ชูมันน์เริ่มประสบปัญหาเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมีลูกเพิ่มขึ้นถึง 8 คน ขณะที่ยังยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เขาจึงคิดหนักและเครียด ในที่สุดก็เริ่มมีอาการของโรคประสาท จนต้องพักงาน ภรรยาของเขาต้องยอมทิ้งอนาคตทางดนตรีมาคอยดูแลให้กำลังใจเขา ภายหลังเขาพาครอบครัวย้ายไปอยู่ที่เมืองเดรสเด็น (Dresden) ซึ่งเงียบสงบและอากาศดี อาการของเขาเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกลับมาแต่งเพลงได้อีกครั้ง ปี 2893 เขาย้ายไปเป็นผู้อำนวยการดนตรีที่เมืองดึสเซลดอล์ฟ (Dusseldorf) แต่ไม่นานก็เริ่มกระทบกระทั่งกับผู้ร่วมงานซึ่งหาว่าเขาสติไม่ดี จึงต้องออกจากงาน สุขภาพของเขาเริ่มทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ จนต้องเข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลโรคประสาทที่เมืองเอ็นเด็นนิช (Endenich) ในที่สุดเขาก็สิ้นใจในอ้อมแขนของภรรยา ผลงานของชูมันน์มักนจะผิดแผกออกไปจากขนบ โดยมีลักษณะราวกับงานจิตรกรรมอิมเพรสชันนิสม์ ที่เขาบรรจงแต่งแต้มสีสันอันเป็นอารมณ์ของเพลงลงไป นับว่าเป็นการช่วยเพิ่มความงามให้แก่ดนตรีในยุคโรแมนติกยิ่งขึ้น ชูมันน์เป็นคนอ่อนไหวอย่างยิ่ง ตอนช่วงสุดท้ายของชีวิต เขาเริ่มเห็นภาพลวงตาและได้ยินเสียงประหลาดจนต้องกระโจนออกจากเตียงรีบจดเอาไว้ บางครั้งเขาลุกขึ้นไปเล่นเปียโนตอนดึก ๆ แล้วร้องให้ ดนตรีของชูมันน์มักดำเนินไปบนแบบแผนใหม่ ๆ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้คนหัวจารีตไม่น้อย ผลงานของเขามักถูกเปรียบเปรยว่าเป็นผลงานของคนบ้าโดยแท้ ตลอดชีวิตเขาดำรงอยู่อย่างยากลำบาก จนป่วยเป็นโรคประสาทและตายไปอย่างอนาถา แต่หลังเขาจากไปแล้ว โลกนี้ถึงประจักษ์ว่าบทเพลงของเขายิ่งใหญ่เพียงใด


                                                                                                   ขอบคุณสาระดีๆจาก sanook.com