วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สาระความรู้ วันนี้....ในอดีต (ตอน 2 กรกฎาคม พ.ศ.2476 : ศาลาเฉลิมกรุง เปิดให้บริการเป็นวันแรก)




     2 กรกฎาคม พ.ศ. 2321 ฌอง-ฌาค รุสโซ (Jean-Jacques Rousseau) นักปรัชญาสังคมชาวสวิส ผู้มีอิทธิพลต่อการ ปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolution) ผู้นำคนสำคัญแห่ง ยุคแสงสว่างทางปัญญา(Enligntenment) เสียชีวิต รุสโซเกิดที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2255 มารดาเสียชีวิตหลังจากคลอดเขาได้เพียง 9 วัน บิดาเป็นช่างนาฬิกาที่ไม่ประสบความสำเร็จ ตอนอายุ 6 ขวบ พ่อของเขาติดคุก จึงต้องไปอยู่กับลุง เขาหัดอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็กและเรียนรู้ด้วยตัวเอง ตอนอายุ 16 ปีออกจากเจนีวา เดินทางท่องเที่ยวและหางานทำไปเรื่อย ๆ จนได้เป็นผู้ช่วยทูต ในปี 2293 เขาตีพิมพ์หนังสือ Discourse on the Arts and Sciences ซึ่งประสบความสำเร็จและสร้างชื่อให้เขาอย่างมาก อีกสิบเอ็ดปีต่อมาก็ตีพิมพ์นิยายเรื่องแรก Julie, ou la nouvelle Heloise (The New Heloise) จากนั้นก็มีผลงานออกมาเสมอทั้งหนังสือวิชาการและนิยาย ผลงานที่มีชื่อเสียงได้แก่ The Social Contract, or Principles of Political of political Right และ The Confessions of Jean-Jacques Rousseau รุสโซเชื่อว่า ธรรมชาติของมนุษย์เป็นคนดี แต่สังคมทำให้มนุษย์แปดเปื้อน และมนุษย์มีเสรีภาพตามธรรมชาติโดยไม่จำกัด แต่เมื่อมนุษย์รวมตัวเป็นสังคมจึงต้องมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพบางส่วนโดยาการทำ "สัญญาประชาคม" (The Social Contract) เพื่อไม่ให้เกิดการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของกันและกัน เขากล่าวว่า "มนุษย์เกิดมาพร้อมเสรีภาพ แต่ทุกหนทุกแห่ง เขาต้องอยู่ในเครื่องพันธนาการ" ความคิดรุสโซมีอิทธิพลต่อการปฏิวัติฝรั่งเศส ในปี 2332 และพัฒนาเป็นทฤษฎีสังคมนิยม (socialist theory) และมีส่วนสำคัญของพัฒนาการทางแนวคิด โรแมนติก(Romanticism) ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 19



     2 กรกฎาคม พ.ศ. 2480 เอมิเลีย เอียร์ฮาร์ต (Amelia Mary Earhart) นักบินเดี่ยวชาวอเมริกัน ผู้หญิงคนแรกที่บินเดี่ยวข้ามมหาสมุทรแอตแลนติคได้สำเร็จ หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยพร้อมเครื่องบิน Lockheed L-10E Electra บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก เอียร์ฮาร์ทเกิดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2440 ที่เมืองแอทชิซัน มลรัฐแคนซัส ครอบครัวของเธอมีปัญหาเนื่องจากพ่อกับปู่ของเธอไม่ลงรอยกัน เธออยู่ในความดูแลของปู่มาตั้งแต่เด็ก เธอเรียนพยาบาลและได้เข้าเป็นพยาบาลอาสาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนที่จะหันมาสนใจการบินอย่างจริงจังหลังจากได้เห็น แฟรงค์ ฮอว์คส์ (Frank Hawks) โชว์ขับเครื่องบินผาดโผน เอียร์ฮาร์ตเริ่มเรียนการบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2464 ที่สนามบินคินเนอร์ (Kinner Field) เมืองลองบีช อีกหกเดือนต่อมา เธอก็ซื้อเครื่องบินปีกสองสีเหลืองมือสองและตั้งชื่อว่า "แคนารี" (The Canary) หรือเจ้านกขมิ้น จากนั้นวันที่ 22 ตุลาคม 2465 เธอบินสูงได้ถึงระดับ 14,000 ฟุต (4,200 เมตร) ทำลายสถิติโลกสำหรับนักบินสตรี ก่อนจะได้รับใบอนุญาตการบินนานาชาติในวันที่ 15 พฤษภาคม 2466 โดยเป็นผู้หญิงคนที่ 16 จากนั้นเธอได้สมัครเป็นสมาชิกสมาคมการบินแห่งชาติ สาขาบอสตัน และได้สร้างสนามบินเล็กของตัวเองพร้อมทั้งเป็นตัวแทนขายเครื่องบินไปด้วย ในขณะเดียวกันก็เขียนบทความเกี่ยวกับการบินลงในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น จนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในท้องถิ่น อเมเลียได้รับการยกย่องจากหนังสือพิมพ์ว่าเป็นนักบินสตรีที่ดีที่สุดในสหรัฐ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2475 เธอก็ได้เป็นนักบินผู้หญิงคนแรกที่บินเดี่ยวข้ามมหาสมุทรแอตแลนติคได้สำเร็จ โดยออกบินจากท่าเรือเกรซ เมืองนิวฟาวด์แลนด์ ประเทศแคนนาดา มุ่งหน้าสู่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ด้วยเครื่องบินเครื่องยนต์เดี่ยว Lockheed Vega 5b ย้อนรอยเส้นทางที่ ชาร์ลส ลินด์เบิร์ก (Charles Lindbergh) ได้เคยทำสำเร็จก่อนหน้าในวันเดียวกันนี้เมื่อปี 2470 หลังจากที่บินมาได้ 14 ชั่วโมง 56 นาที เธอต้องพบกับสภาวะอากาศไม่ดีจึงต้องลงจอดกลางทุ่งหญ้าในเมือง Culmore ตอนเหนือของประเทศไอร์แลนด์ หลังจากนั้นเธอก็ได้แสดงฝีมือการบินเดี่ยวระยะไกลอีกหลายครั้ง พร้อมกับทำกิจกรรมรณรงค์ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี ความฝันของเธอคือการบินเดี่ยวรอบโลก เอียร์อาร์ตพร้อมกับ เฟรด นูแนน (Frederick Joseph Noonan) ต้นหน (navigator) ออกบินด้วยเครื่องบิน Lockheed L-10E Electra จากแคลิฟอร์เนียเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2480 ก่อนจะหายสาบสูญไปในที่สุด สหรัฐฯ ได้ใช้เงินถึง 4 ล้านเหรียญในการค้นหาอเมเลียทั้งทางน้ำและทางอากาศ นับเป็นการค้นหาที่มีราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งยุคนั้น แต่ด้วยเทคนิคในการค้นหาในยุคนั้นยังค่อนข้างโบราณ การค้นหาจึงไม่บรรลุผล ได้มีการตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับการหายตัวของอเมเลียและนูแนนมากมาย บ้างก็ว่าถูกเครื่องบินญี่ปุ่นดักบังคับให้ลงบนเกาะไซปันหรือถูกยิงตก ปัจจุบันเอกสารหลักฐานเกี่ยวการหายและการค้นหาที่เป็นทางการยังถูกปกปิดเป็นความลับ



     2 กรกฎาคม พ.ศ. 2476 ศาลาเฉลิมกรุง โรงภาพยนตร์และโรงมหรสพที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย ในขณะนั้น เปิดให้บริการเป็นวันแรก โดยการฉายภาพยนตร์เรื่อง "มหาภัยใต้ทะเล" ทั้งยังเป็นอาคารที่ใช้เครื่องปรับอากาศ [ระบบไอน้ำ (Chilled Water System)] แห่งแรกในประเทศไทย ในวันนั้นมีประชาชนไปชุมนุมกันอย่างเนืองแน่นจนการจราจรติดขัดไปทั่ว ทั้งนี้ ในสมัยนั้นทั่วพระนครมีโรงภาพยนตร์อยู่ประมาณ 20 โรง ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์ขนาดเล็ก ตัวอาคารเป็นไม้ หลังคามุงสังกะสี มีสภาพเก่าทรุดโทรม ไม่หรูหราพระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ซึ่งทรงโปรดภาพยนตร์เป็นพิเศษ จึงทรงมีพระราชดำริที่จะให้มีสถานที่มหรสพขนาดใหญ่ ทันสมัยทัดเทียมต่างประเทศสักแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เพื่อให้เป็นที่อำนวยความบันเทิงแก่ประชาชนทั่วไปและเป็นที่เชิดหน้าชูตาของเมืองไทยด้วย สถาปนิกผู้ออกแบบและควบคุมงานก่อสร้างคือ หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร และ นายนารถ โพธิปราสาท เป็นวิศวกร ใช้สถาปัตยกรรมแบบเรียบง่าย ผสมผสานระหว่างตะวันตกกับไทย รัชกาลที่ 7 ได้ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์กว่า 9 ล้านบาทในการก่อสร้าง ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2473 โดยพระราชทานนามว่า "ศาลาเฉลิมกรุง" เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ออกแบบ และเป็นอนุสรณ์แห่งงานฉลองพระนครครบ 150 ปี (ปี 2475) ศาลาเฉลิมกรุงเริ่มต้นด้วยการเป็นแหล่งนัดพบของผู้มีการศึกษา ต่อมาเมื่อภาพยนตร์ไทยได้รับความนิยม ศาลาเฉลิมกรุง จึงเปลี่ยนบทบาทมาเป็นศูนย์กลางของความบันเทิงและเป็นแหล่งรวมศิลปินนานาแขนงไว้ที่นี่ ทั้งยังส่งผลให้พื้นที่โดยรอบเกิดการ พัฒนาแปรสภาพเป็นย่านธุรกิจการค้าสำคัญมากมายอีกด้วย เมื่อแหล่งบันเทิงสมัยใหม่ ๆ เริ่มเกิดขึ้นมากมายราวดอกเห็ด ประจวบกับกระแสสังคมเปลี่ยนผัน ทำให้ศาลาเฉลิมกรุงต้องหยุดการดำเนินงานชั่วคราวในปี 2536 ปิดปรับปรุงซ่อมแซมและเปิดใหม่อีกครั้งในปี 2538 ปัจจุบัน ศาลาเฉลิมกรุงยังคงเปิดดำเนินการอยู่ ภายใต้การบริหารของ บริษัท เฉลิมกรุงมณีทัศน์ จำกัด มิได้ฉายภาพยนตร์เหมือนโรงภาพยนตร์ทั่วไปในยุคปัจจุบัน แต่ถูกยกระดับให้เป็นโรงมหรสพแห่งชาติ จัดฉายภาพยนตร์และเปิดการแสดงมหรสพสำคัญ ๆ ในโอกาสต่าง ๆ


                                                                                       ขอบคุณสาระดีๆจาก sanook.com