วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สาระความรู้ วันนี้....ในอดีต (ตอน1 สิงหาคม พ.ศ.2445 : รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯให้พระยาสุรศักดิ์มนตรีไปปราบกบฎเงี้ยว)



     1 สิงหาคม พ.ศ. 2445 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) ยกกำลังไปปราบ กบฎเงี้ยว ที่เมืองแพร่ ในมณฑลพายัพ ทั้งนี้ในปี 2440 รัชกาลที่ 5 ได้เปลี่ยนการปกครองจากเจ้าผู้ครองนครเป็นเทศาภิบาล ยุบเลิกฐานะเมืองประเทศราช แล้วรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง พร้อมทั้งโปรดเกล้าฯ ให้ พระยาไชยบูรณ์ (ทองอยู่ สุวรรณบาตร) เป็นข้าหลวงปกครองเมืองแพร่เป็นคนแรก เจ้าเมืองแพร่องค์เดิมคือ พระยาพิริยวิไชย จึงสูญเสียอำนาจไปเพราะอำนาจสิทธิ์ขาดตกเป็นของข้าหลวงซึ่งเป็นข้าราชการที่ส่งมาจากส่วนกลาง อีกทั้งยังถูกตัดผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ สร้างความไม่พอใจแก่เจ้าเมืองและเจ้านายบุตรหลานทั้งหลายรวมไปถึงชาวเมืองแพร่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมืองแพร่นั้น เมื่อครั้งปฏิรูปการปกครองในปี 2442 พระยาศรีสหเทพ (เส็ง วิรยศิริ) ได้จัดการอย่างรุนแรงและบีบบังคับยิ่งกว่าเมืองอื่น ๆ วันที่ 24 กรกฎาคม 2445 ชาว "เงี้ยว" (หรือชาวไทใหญ่ ชาติพันธุ์หนึ่งที่อาศัยอยู่ในมณฑลพายัพมาช้านาน) ในเมืองแพร่นำโดย พะกาหม่อง และ สลาโปไชย พร้อมกำลังราว 40-50 นาย ได้ก่อความวุ่นวายขึ้น โดยบุกยึดสถานที่ราชการและปล้นเงินคลังของจังหวัด ตลอดจนปล่อยนักโทษในเรือนจำ ต่อมากำลังเพิ่มเป็นราว 300 นายเพราะชาวเมืองแพร่เข้ามาสนับสนุน สามารถยึดเมืองแพร่ได้ในวันที่ 25 กรกฎาคม จากนั้นก็ไปเชิญเจ้าเมืองแพร่องค์เดิมให้ปกครองบ้านเมืองต่อ และออกตามล่าข้าราชการคนนอกที่เข้ามาปกครองเมืองแพร่ สามารถจับตัวพระยาไชยบูรณ์ได้ในวันที่ 27 กรกฎาคม และบังคับให้คืนเมืองแพร่ แต่พระยาไชยบูรณ์ปฏิเสธจึงถูกสำเร็จโทษพร้อมกับข้าราชการอีกหลายคน ความทราบถึงรัชกาลที่ 5 จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้พระยาสุรศักดิ์มนตรีนำทัพหลวงและกองทัพจากเมืองใกล้เคียงทำการปราบปรามพวกเงี้ยวได้อย่างราบคาบ โดยตั้งค่ายทัพที่บริเวณ "บ้านเด่นทัพชัย" ต่อมาเปลี่ยนเป็น "ตำบลเด่นชัย" ใน "อำเภอเด่นชัย"ปัจจุบัน เริ่มสอบสวนเอาความในวันที่ 20 สิงหาคม 2445 พบว่าเจ้าเมืองแพร่ เจ้าราชบุตร เจ้าไชยสงคราม มีส่วนสนับสนุนให้กองโจรเงี้ยวก่อการกบฎขึ้น แต่ครั้นจะจับกุมตัวสั่งประหารชีวิต ท่านก็เกรงว่าจะกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์กับหัวเมืองทางเหนือซึ่งถือเป็นเครือญาติผู้สืบสายราชวงศ์เจ้าเจ็ดตนด้วยกัน จึงปล่อยข่าวลือว่าจะจับกุมตัวเจ้าเมืองแพร่ พระยาพิริยวิไชยจึงหลบหนีออกไป หลังหลบหนีไปได้ 15 วัน เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีจึงออกคำสั่งถอดเจ้าเมืองแพร่ออกจากตำแหน่งทันที ด้วยถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่ราชการ พร้อมกับสั่งอายัดทรัพย์เพื่อชดใช้หนี้หลวงที่เจ้าเมืองแพร่ค้างกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ สำหรับคดีความผิดฐานร่วมก่อการกบฎก็เป็นอันต้องระงับโดยปริยาย ไม่มีการรื้อฟื้นขึ้นอีก เจ้าพิริยเทพวงศ์เจ้าเมืองแพร่องค์สุดท้ายต้องลี้ภัยไปใช้ชีวิตในบั้นปลายที่เมืองหลวงพระบาง จนถึงแก่พิราลัย



     1 สิงหาคม พ.ศ. 2367 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงประกอบ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เถลิงถวัลยราชสมบัติ ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อย่างเต็มกระบวนการเยี่ยงอย่างบรรพราชประเพณีสืบ ๆ มา หลังจากที่เสด็จเสวยราชสมบัติต่อจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2367 พระองค์เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2330 ทรงเป็นราชโอรสพระองค์ใหญ่ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 กับเจ้าจอมมารดาเรียม ก่อนที่จะขึ้นครองราชย์ได้ทรงรับราชการหลายตำแหน่ง อาทิ กำกับราชการกรมท่าและกรมตำรวจ ทรงว่าราชการกรมพระคลังมหาสมบัติ เป็นแม่กองกำกับลูกขุน ณ ศาลหลวงและตุลาการทุกศาล ทรงค้าขายทางสำเภาจีน นำเงินรายได้เข้าท้องพระคลังเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังได้ทรงฟื้นฟูพระพุทธศาสนา รวบรวมสรรพตำราวิทยาการต่าง ๆ พัฒนาการเศรษฐกิจไทยหลาย ๆ ด้าน โดยการเจริญสัญญาทางพระราชไมตรีกับต่างประเทศ ทำให้รัฐมั่งคั่งเป็นอันมาก เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2393 สิริรวมพระชนมายุ 67 พรรษา ทรงครองราชย์นาน 27 ปี



     1 สิงหาคม พ.ศ. 2317 โจเซฟ พริสต์ลีย์ (Joseph Priestley) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ค้นพบธาตุออกซิเจน (oxygen : O2) ในอากาศ นับเป็นการค้นพบธาตุนี้เป็นครั้งที่ 3 (ครั้งสุดท้าย) ช่วยตอกย้ำการค้นพบทั้งสองครั้งก่อนหน้านั้น โดยค้นพบธาตุชนิดนี้ในขณะที่กำลังทดลองเกี่ยวกับก๊าซต่าง ๆ เขาได้นำออกไซด์สีแดงของปรอทมาเผาให้สลายตัวแล้วเก็บก๊าซที่เกิดขึ้นเอาไว้ เขาพบว่าเมื่อนำสิ่งต่าง ๆ ที่ติดไฟได้มาใส่ในภาชนะที่มีก๊าซนี้อยู่จะติดไฟได้ดียิ่งขึ้น ทำให้เขาเชื่อว่าก๊าซชนิดนี้จะต้องมีอยู่ในอากาศและจะต้องเป็นก๊าซที่จำเป็นในการหายใจของสิ่งมีชีวิตด้วย จากนั้นเขาได้นำหนูทดลองไปใส่ไว้ในครอบแก้วจนหมดสติ แล้วใส่ก๊าซที่เขาเตรียมได้เข้าไปปรากฏว่าหนูตัวนั้นกลับฟื้นขึ้นมา จากนั้นเขาได้ทดลองสูดก๊าซนี้เข้าไปจึงพบว่าก๊าซชนิดนี้ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น ตามประวัติศาสตร์ ธาตุออกซิเจนถูกค้นพบครั้งแรกในศตวรรษที่ 16 โดย ไมเคิล เซนดิโวเกียส (Michael Sendivogius) นักเคมีและนักปรัชญาชาวโปแลนด์ ซึ่งได้บรรยายก๊าซที่เขาค้นพบไว้ว่าเป็น"สารหล่อเลี้ยงชีวิต" (the elixir of life) จากนั้นปี 2316 ธาตุชนิดนี้ก็ถูกค้นพบอีกครั้งโดย คาร์ล เชเลอ (Carl Wilhelm Scheele) เภสัชกรชาวสวีเดน ส่วน อองตวน ลาวัวซีเอ (Antoine Lavoisier) นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ผู้วางรากฐานวิชาเคมีในปัจจุบันเองก็กำลังศึกษาทดลองธาตุชนิดนี้อยู่เหมือนกัน ปีต่อมาก็ออกซิเจนถูกค้นพบโดยพริสต์ลีย์ เขาเขียนรายงานการค้นพบก๊าซชนิดนี้ในวารสาร The Philosophical Transactionsในปี 2318 ส่วนเชเลอเผยแพร่การค้นพบในปี 2320 ดังนั้นทั้งพริสต์ลีย์ เชเลอร์รวมไปถึงลาวัวซีเอต่างก็อ้างว่าตนเป็นผู้ค้นพบ ส่วนชื่อ "ออกซิเจน" นั้นลาวัวซิเอเป็นผู้ตั้งจากรากศัพท์ภาษากรีกแปลว่า "ผู้สร้างกรด" (acid-former) เพราะเขาเข้าใจว่ากรดจะต้องมีออกซิเจนรวมอยู่ด้วยเสมอ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด แต่ก็ยังคงใช้ชื่อนี้มาจนปัจจุบัน ทั้งนี้ออกซิเจนเป็นธาตุชนิดหนึ่ง มีสถานะเป็นก๊าซที่ไร้สีไร้กลิ่น เป็นธาตุที่มีมากเป็นอันดับที่ 2 ในโลก คือมากถึงร้อยละ 20.95 ของน้ำหนักของบรรยากาศ ประมาณร้อยละ 90 ของน้ำ และร้อยละ 50 ของเปลือกโลก เป็นธาตุที่จำเป็นในการหายใจของสัตว์ พืชสามารถสร้างออกซิเจนได้จากกระบวนการสังเคราะห์แสง



     1 สิงหาคม พ.ศ. 2484 "รถจิป" (Jeep) ยานยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อในตำนาน คันแรกถูกผลิตขึ้น เพื่อใช้เป็นยานยนต์อเนกประสงค์ในราชการทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 กองทัพเยอรมนีได้สร้างความเกรงขามด้วยหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ซึ่งมีรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างเป็นพาหนะ ดังนั้นเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดขึ้น อเมริกาจึงพยายามสรรหาพาหนะเคลื่อนที่เร็วที่มีสมรรถนะดีกว่ามอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง ในที่สุดจึงออกมามาเป็นรถจิป โดยชื่อ "จิป" (Jeep) สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า "General Purpose (Vehicle)" เรียกย่อ ๆ ว่า "GP" ต่อมากร่อนเสียงเป็น "จิป" (Jeep) รถจิปคันแรกใช้ชื่อรุ่นว่า "Willys MB"ผลิตโดยบริษัท วิลลีส์ (Willys) และ ฟอร์ด (Ford Motor) ระหว่างปี 2484-2488 ขนาดยาว 333 ซม. กว้าง 157.5 ซม. น้ำหนักประมาณ 1 ตัน ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบขนาด 2,199 ซีซี. กำลัง 60 แรงม้า มี 4 เกียร์รวมเกียร์ถอยหลัง และเกียร์ขับเคลื่อนสี่ล้ออีก 2 เกียร์ ผลิตทั้งหมดราว 650,000 คัน นับว่ารถยนต์รุ่นนี้ได้เป็นตัวจักรสำคัญที่ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับชัยชนะในสงคราม จากความแข็งแกร่งสามารถบุกตะลุยได้ดีในเส้นทางทุรกันดาร และผ่านการทดสอบจากสมรภูมิรบมาแล้ว เมื่อบ้านเมืองสงบรถจิปจึงถูกปรับปรุง พัฒนา ยานยนต์สำหรับประชาชนทั่วไปใช้ในชีวิตประจำวัน ในรหัสรุ่นว่า "CJ" ซึ่งย่อมาจาก "Civilian Jeep" จิปสำหรับพลเมืองรุ่นแรกคือ "CJ-2" ออกในปี 2487 ตามมาด้วย "CJ-2A", "CJ-3A", "CJ-4" จนถึง "CJ-10" ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายในรหัสนี้ ผลิตระหว่างปี 2524-2528 จากนั้นก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "Jeep Wrangler" ตั้งแต่ปี 2527 เป็นต้นมา และยังคงผลิตมาถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้จิปยังผลิตรถชนิดอื่น ๆ อีกด้วย ตั้งแต่รถตรวจการณ์หรูหราไปจนถึงรถกระบะและรถบรรทุก รถจิปได้กลายเป็นยานพาหนะขับเคลื่อนสี่ล้อที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ปัจจุบัน Jeep เป็นยี่ห้อรถยนต์ในเครือบริษัท Daimler-Chrysler ของเยรมนี-อเมริกา



     1 สิงหาคม พ.ศ. 1834 วันสถาปนาประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) หรือชื่อเต็ม "สมาพันธรัฐสวิส" (Swiss Confederation) โดยรัฐอิสระหรือมณฑล (Canton) แถบเทือกเขาเอลป์ (Alps) 3 รัฐได้แก่ อูริ (Uri), สวิซ (Schwyz) และ อันเทอร์วอลเดน (Unterwalden) ได้ร่วมลงนามใน "กฎบัตรสหพันธรัฐ"(Federal Charter) เพื่อเป็นพันธมิตรทางด้านการทหารร่วมกันต่อต้านการรุกรานจากกองทัพ ฮับส์บวร์ก(Habsburg-- ราชวงศ์ที่มีอำนาจเหนือจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีและจักรวรรดิโรมัน รุ่งเรืองในยุคกลางถึงยุคใหม่) ต่อมาในปี 1896 รัฐอิสระอีก 5 แห่งได้แก่ กลาวส์ (Glarus), ซุก (Zug), ลูเซิร์น (Lucerne) ซูริค (Zurich) และ เบิร์น (Berne) ก็เข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรด้วย จากนั้นก็รวมเข้ากับรัฐอิสระอื่น ๆ จนเป็น "สมาพันธรัฐสวิส" อย่างทุกวันนี้ ชาวสวิสจึงถือเอาวันที่ 1 สิงหาคมของทุกปีเป็น "วันชาติ" สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศเล็ก ๆ ในเทือกเขาแอลป์ ตั้งอยู่ในตอนกลางของทวีปยุโรป ภูมิประเทศกว่าร้อยละ 70 เป็นเทือกเขาสูงที่สวยงาม มีพื้นที่ทั้งหมด 41,285 ตารางกิโลเมตร เมืองหลวงคือกรุงเบิร์น เมืองใหญ่ที่สุดคือซูริค ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แบบสมาพันธรัฐ (confederation) ประกอบด้วยมณฑล (Canton) 26 มณฑล มีประชากรทั้งหมดประมาณ 7.5 ล้านคน (ปี 2549) เป็นชาวสวิส-เยอรมันร้อยละ 65 สวิส-ฝรั่งเศสร้อยละ 18 สวิส-อิตาเลียนร้อยละ 10 โรมานช์ร้อยละ 1 และอื่น ๆ ร้อยละ 6 ประชาชนร้อยละ 46.1 นับถือนิกายโรมันคาธอลิก ร้อยละ 40 นับถือนิกาย โปรเตสแตนท์ ร้อยละ 5 นับถือศาสนาอื่น ๆ ที่เหลืออีกร้อยละ 8.9 ไม่ได้นับถือศาสนา ใช้ภาษาราชการ 4 ภาษาคือ เยอรมัน, ฝรั่งเศส, อิตาเลียน และโรมานช์ (Romansh) ใช้หน่วยเงินตราฟรังก์สวิส (Swiss franc) แม้สวิตเซอร์แลนด์จะมีทรัพยากรที่สำคัญคือหินแกรนิต หินปูน และหินที่ใช้ในการก่อสร้าง แต่สินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศนี้คือเคมีภัณฑ์และเวชภัณฑ์ โดยมีบริษัทข้ามชาติมากมายนิยมเข้ามาลงทุน เพราะธนาคารสวิสขึ้นชื่อว่ามีกฎการเก็บความลับทางการเงินของลูกค้าเป็นอย่างดี จึงสามารถดึงดูดเงินจากกระเป๋านักลงทุนจากต่างประเทศอย่างมาก อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลของสวิตเซอร์แลนด์เป็นอุตสาหกรรมที่ดีที่สุดในโลกด้วยใช้วัตถุดิบและแรงงานฝีมือชั้นสูง การท่องเที่ยวก็เป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่ง ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญได้แก่วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมและสินค้าทางการเกษตร เนื่องจากมีพื้นที่เพาะปลูกเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น ปัจจุบันสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มั่งคั่งที่สุดประเทศหนึ่ง ในปี 2543 GDP ต่อหัวสูงถึง 33,464 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 3 ของโลกรองจากญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีความเป็นกลางทางการเมือง แต่ชาวสวิสทุกคนก็มีสิทธิ์เสรีภาพทางการเมืองไม่น้อยหน้าประเทศใดในโลก


                                                                                                              ขอบคุณสาระดีๆจากsanook.com