วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สาระความรู้ วันนี้....ในอดีต (ตอน28 กรกฎาคม พ.ศ.2495 : วันพระราชสมภพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ)



     สงครามโลกครั้งที่ 1 (World War I) เริ่มเปิดฉากขึ้นเมื่อ ออสเตรีย-ฮังการี (Austria-Hungary) ประกาศสงครามกับ เซอร์เบีย (Serbia) ภายหลังจาก ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ (Franz Ferdinand, Archduke of Austria) อาร์คดยุกแห่งออสเตรียถูกลอบปลงประชนม์โดยชาวเซิร์บหัวรุนแรงเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2457 ทั้งนี้สงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นความขัดแย้งทางการทหารระหว่างฝ่าย พันธมิตร (Allied Powers) คืออังกฤษ, ฝรั่งเศส, รัสเซีย, อิตาลี และ สหรัฐอเมริกา กับฝ่าย มหาอำนาจกลาง (Central Powers) คือ เยอรมนี, ออสเตรีย-ฮังการี และ จักรวรรดิอ็อตโตมาน สาเหตุเกิดจากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จนก่อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 18 มหาอำนาจต่าง ๆ ในตะวันตกจึงออกล่าอาณานิคมเพื่อกระจายสินค้าและแสดงแสนยานุภาพทางทหาร จึงก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในยุโรปหลายฝ่ายคือ การแข่งขันระหว่างออสเตรียกับรัสเซียเพื่อชิงความเป็นใหญ่เหนือคาบสมุทรบอลข่าน และความขัดแย้งระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมนี ภายหลังจากอาร์คดยุกแห่งออสเตรียถูกลอบปลงประชนม์ ประเทศต่าง ๆ ที่เป็นอริกันต่างกล่าวหาซึ่งกันและกัน ในที่สุดจึงประกาศสงครามต่อกันเป็นลูกโซ่ กลายเป็นสงครามใหญ่ ในช่วงแรกฝ่ายมหาอำนาจกลางเป็นฝ่ายมีชัย กระทั่งในปี 2458 เรือดำน้ำเยอรมันโจมตีเรือโดยสารของอังกฤษซึ่งมีผู้โดยสารชาวอเมริกันอยู่ด้วย สหรัฐอเมริกาจึงตัดสินใจเข้าร่วมสงครามในปี 2460 ฝ่ายพันธมิตรจึงได้เปรียบมากขึ้น ในปีเดียวกันรัสเซียเริ่มมีปัญหาภายในจึงได้ถอนตัวออกจากสงคราม ฝ่ายมหาอำนาจกลางเริ่มตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ในที่สุดเยอรมนีต้องยอมเจรจาสงบศึกและลงนามใน สนธิสัญญาแวร์ซายส์ (Versailles Treaty) เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2462 ซึ่งนับเป็นวันยุติสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่สนธิสัญญาฉบับนี้ได้ระบุให้เยอรมนีต้องรับผิดชอบจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมาก ถูกลดกำลังทหารและอาวุธ ถูกยึดดินแดนอาณานิคม ทำให้เศรษฐกิจเยอรมันตกต่ำ ประชาชนตกงาน เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงทั่วประเทศ ชาวเยอรมันโกรธแค้นมาก ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจในช่วงนี้ สร้างกระแสชาตินิยม ฉีกสนธิสัญญาแวร์ซายส์ และพัฒนาอุตสาหกรรมและการทหาร จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 (World War II) ในอีก 20 ปีต่อมา สงครามโลกครั้งที่ 1 นับเป็นความขัดแย้งครั้งใหญ่ระดับโลกครั้งแรก มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดประมาณ 8 ล้านคนและบาทเจ็บอีกกว่า 16 ล้านคน ผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้แผนที่ยุโรปเปลี่ยนไปเนื่องจากการล่มสลายของจักรวรรดิใหญ่ทั้งสี่ ก่อให้เกิดประเทศใหม่ ๆ อีกหลายประเทศ เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั่วโลก ประเทศยุโรปหลายแห่งต่างเป็นลูกหนี้ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเติบโตจนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจของโลกหลังจากสงครามนี้



     วันเกิด อัลเบอร์โต ฟูจิโมริ (Alberto Kenya Fujimori) อดีตประธานาธิบดีเปรู ชาวเอเชียตะวันออกคนแรกที่ได้เป็นใหญ่เป็นโตในประเทศละตินอเมริกา ฟูจิโมริเป็นลูกครึ่งเปรู-ญี่ปุ่น ถือสองสัญชาติคือเปรูและญี่ปุ่น เกิดที่กรุงลิมา ประเทศเปรู บิดาเป็นชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาตั้งรกรากในเปรูและแต่งงานกับสาวเปรู ฟูจิโมริเรียนจบปริญญาตรีด้านการเกษตรที่มหาวิทยาลัยในเปรู และปริญญาโทด้านคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยโมลินาในเปรูตั้งแต่ปี 2527-2533 จากนั้นได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นที่รักใคร่และได้เป็นประธานาธิบดีของเปรู เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2543 พร้อมกับผลตกทอดมาจากประธานาธิบดีคนก่อนคือ เศรษฐกิจเปรูตกต่ำมาก อัตราเงินเฟื้อเกือบหมื่นเปอร์เซ็นต์ ประชาชนออกมาประท้วง มีปัญหาผู้ก่อการร้ายออกมาก่อความไม่สงบหลายแห่งในประเทศ ไม่นานเขาสามารถควบคุมอำนาจทางการทหารได้ สองปีต่อมาเขาฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง ใช้อำนาจทหารควบคุมสื่อและจับกุมผู้นำฝ่ายตรงข้าม ส่งผลให้ความสงบกลับคืนมา เศรษฐกิจเริ่มขยายตัว ประชาชนส่วนใหญ่จึงนิยมชมชอบเขามาก ปี 2538 เขาก็ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 และปี 2543 เป็นสมัยที่ 3 เขาได้ตั้งองค์กรสืบราชการลับ โดยมีสมุนคู่ใจเป็นมาเฟียร์คือ วลาดิเมียร์ มองเตสซิโนส์ (Vladimir Montesinos) ใช้อำนาจรัฐควบคุมสื่อ องค์กรอิสระ และศาล ในที่สุดฝ่ายตรงข้ามก็นำเทปและวิดีโอลับที่มองเตสซิโนส์ถ่ายและอัดไว้ระหว่างทำสัญญาติดสินบนให้นักการเมืองฝ่ายตรงข้าม ศาล สื่อมวลชน และผู้มีอิทธิพลให้อยู่ฝ่ายเดียวกับตน อีกทั้งในโครงการต่าง ๆ มาเปิดเผย ทางการเปรูได้ตั้งข้อหาคอรัปชั่นและละเมิดสิทธิมนุษยชน ฟูจิโมริต้องลงจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2533 แล้วลี้ภัยไปอยู่ที่ญี่ปุ่น เปรูได้ขอให้รัฐบาลญี่ปุ่นส่งตัวอดีตประธานาธิบดีผู้นี้มาดำเนินคดีในประเทศ แต่รัฐบาลญี่ปุ่นปฏิเสธเพราะถือว่านายฟูจิโมริมีสัญชาติญี่ปุ่น ทั้งยังอนุญาตให้นายฟูจิโมริอาศัยอยู่ในประเทศในฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง ล่าสุดฟูจิโมริพยายามจะหาทางกลับเข้าเปรูเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในสมัยปี 2549 แต่ถูกจับกุมตัวได้เสียก่อนที่ประเทศชิลีเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 ถูกปล่อยตัวเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2550 ถูกศาลตัดสิทธิ์ลงสมัครเลือกตั้งและพยายามผลักดันให้เขาออกนอกประเทศ ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมาเขาได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องของรัฐบาล



     วันพระราชสมภพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร(Vajiralongkorn, Crown Prince of Thailand) ประสูติ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เป็นพระราชโอรสพระองค์เดียว ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงได้รับโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร” เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2515 ทรงสำเร็จการศึกษาขึ้นต้นจากโรงเรียนจิตรลดา จากนั้นจึงเสด็จฯ ไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ ก่อนจะสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยการทหารดันทรูน (Royal Military College, Duntroon) เมืองแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย หลังจากเสด็จกลับประเทศไทย ทรงรับราชการทหาร และศึกษาต่อที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก รุ่นที่ 46 จากนั้นทรงศึกษาที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช รุ่นที่ 2 เมื่อปี 2525 และหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร จากประเทศอังกฤษเมื่อปี 2533 ทรงเข้าสู่พระราชพิธีอภิเษกสมรสกับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2520 จากนั้นทรงอภิเษกสมรสกับ หม่อมสุจาริณี มหิดล ณ อยุธยา เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2522 และทรงอภิเษกสมรสอีกครั้งกับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2544 ซึ่งทรงมีพระโอรสคือ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2548



     อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ปูชนียบุคคลแห่งสยามประเทศ ถึงแก่อสัญกรรมที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ท่านเกิดที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2459 จบจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ในวิชาธรรมศาสตร์ (นิติศาสตร์) จากนั้นได้ทุนไปศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์และการคลัง ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ ด้วยผลการเรียนดีเด่นท่านได้สิทธิ์ต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่ระหว่างนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านจึงตัดสินใจพักการเรียนเข้าร่วมขบวนการเสรีไทยในอังกฤษโดยใช้ชื่อว่า นายเข้ม เย็นยิ่ง เมื่อสำเร็จการศึกษาท่านกลับเมืองไทยมาทำงานที่กระทรวงการคลัง จากนั้นก็ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นตามลำดับ จนได้เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านรับตำแหน่งคณบดีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี 2508 ได้รับ รางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 19 ท่านเดินทางไปประเทศอังกฤษ และกลับมาเมืองไทยบ้าง จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมที่กรุงลอนดอน ท่านเป็นบุคคลที่เป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตและการงาน มีจิตสำนึกและอุทิศตัวเองเพื่อเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง ได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่แผ่นดินไทยมากมาย


                                                                                                   ขอบคุณสาระดีๆจาก sanook.com