29 กรกฎาคม พ.ศ.2433 : ฟินเซนต์ ฟาน ก็อกฮ์ ศิลปินเอกของโลกชาวดัตช์ เสียชีวิต
29 กรกฎาคม พ.ศ. 2433 ฟินเซนต์ ฟาน ก็อกฮ์ (Vincent Willem van Gogh) ศิลปินเอกของโลกชาวดัตช์ เสียชีวิต ฟาน ก็อกฮ์เกิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2396 ที่เมืองนอร์ท บราบันท์ (North Brabant) ทางตอนใต้ของเนเธอร์แลนด์ ในครอบครัวหมอสอนศาสนา จบวิชาเทววิทยาจากมหาวิทยาลัยไลเดน (University of Leiden) ฟาน ก็อกฮ์เป็นนักเทศน์อยู่ระยะหนึ่งแล้วตัดสินใจทำงานศิลปะอย่างจริงจัง เขาทุ่มเทชีวิตกับการเขียนภาพและทดลองเทคนิคใหม่ ๆ อยู่เสมอ ตลอดชีวิตเขาเขียนภาพกว่า 2,000 ภาพแต่กลับขายได้เพียงภาพเดียว เขาเป็นคนที่มีอารมณ์อ่อนไหว แปรปรวน พลุ่งหลาน รุนแรง และชอบเก็บตัว เคยถูกส่งเข้าโรงพยาบาลโรคประสาท ชีวิตค่อนข้างอัตคัดมาก แต่มีน้องชายคอยจุนเจือและให้กำลังใจอยู่เสมอ เขายิงตัวตายตอนอายุ 37 ปี ภาพเขียนของฟาน ก็อกฮ์จัดอยู่ในประเภทหลังอิมเพรสชันนิสม์ (Post-Impressionism) ซึ่งเป็นต้นแบบของประเภทเอ็กเพรชชันนิสม์ (expressionism) ผลงานสำคัญได้แก่ภาพ Sunflowers, Starry Night, Bedroom at Arles, Wheat Field with Crows ฯลฯ แม้ช่วงที่มีชีวิตอยู่เขาจะเป็นศิลปินที่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่หลังจากนั้นชื่อ ฟินเซ็นต์ ฟาน ก็อกฮ์ ก็ถูกยกย่องให้หนึ่งในศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 1929 กรกฎาคม พ.ศ.2433 : ฟินเซนต์ ฟาน ก็อกฮ์ ศิลปินเอกของโลกชาวดัตช์ เสียชีวิต
29 กรกฎาคม พ.ศ.2524 : เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารแห่งเวลส์ เข้าร่วมพระราชพิธีอภิเษกสมรสกับ ไดอานา สเปนเซอร์ หรือ เจ้าหญิงไดอานา
29 กรกฎาคม พ.ศ. 2524 เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ (HRH the Prince Charles, The Prince of Wales) มกุฎราชกุมารแห่งเวลส์ พระราชโอรสองค์โตแห่งสมเด็จพระราชินี อลิซาเบธ ที่ 2 (Queen Elizabeth II) เข้าร่วมพระราชพิธีอภิเษกสมรสกับ ไดอานา สเปนเซอร์ (Diana Frances Spencer) ที่มหาวิหารเซนต์ปอล ในกรุงลอนดอน ขณะพระองค์มีพระชนมายุ 30 พรรษา ส่วนเลดี้ไดอานามีสตรีสามัญชนแห่งตระกูล “สเปนเซอร์” มีอายุ 19 ปี ในวันเดียวกันทั้งสองพระองค์ได้จุมพิตต่อหน้าประชาชนเป็นครั้งแรกบนระเบียงพระราชวังบัคกิ้งแฮม มีแขกได้รับเชิญจำนวนกว่า 3500 คน และมีการถ่ายทอดสดงานแต่งงานแห่งศตวรรษนี้ไปทั่วโลก หลังจากนั้นเลดี้ไดอานาได้รับพระราชทานพระอิสริยยศเป็น "เจ้าหญิงไดอานา มกุฎราชกุมารีแห่งเวลส์” (Diana, Princess of Wales) ทั้งสองพระองค์มีพระโอรสสองพระองค์ได้แก่ เจ้าชายวิลเลียม แห่งเวลส์ (Prince William of Wales) และ เจ้าชายแฮร์รี แห่งเวลส์ (Prince Henry of Wales) ภายหลังทั้งสองพระองค์มีปัญหาด้านความสัมพันธ์และทรงหย่ากันในวันที่ 28 สิงหาคม 2539 ปีต่อมาเจ้าหญิงไดอานาก็สิ้นพระชนม์ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่กรุงปารี ประเทศฝรั่งเศส จากนั้นเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ก็ทรงเข้าพิธีอธิเษกสมรสใหม่กับ คามิลลา ปากเกอร์ โบลส์(Camilla Parker Bowles) อดีตคนรักซึ่งเคยคบหากันก่อนที่พระองค์จะทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงไดอานา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2548 หลังจากนั้นคามิลาก็ได้รับโปรดเกล้าฯ ขึ้นเป็น เจ้าฟ้าหญิงดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์(Her Royal Highness the Duchess of Cornwall)
29 กรกฎาคม พ.ศ.2426 : วันเกิด เบนิโต มุสโสลินี ผู้สถาปนาลัทธิ ฟาสซิสม์ อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้นำจอมเผด็จการของอิตาลี
29 กรกฎาคม พ.ศ. 2426 วันเกิด เบนิโต มุสโสลินี (Benito Amilcare Andrea Mussolini) ผู้สถาปนาลัทธิ "ฟาสซิสม์” (Fascism) นายกรัฐมนตรีและผู้นำจอมเผด็จการของอิตาลี เกิดในครอบครัวที่ยากจนในเมืองเปรแดปปิโอ (Predappio) แคว้นเอมิเลีย-โรแมกนา (Emilia-Romagna) ทางตอนเหนือของอิตาลี มารดาเป็นครู บิดาเป็นช่างเหล็กที่เลื่อมใสลัทธิสังคมนิยม ตอนแปดขวบเขาถูกไล่ออกจากโบถส์เพราะแกล้งผู้อื่น จากนั้นถูกส่งเข้าโรงเรียนประจำแต่ก็ถูกไล่ออกเพราะทำร้ายร่างกายนักเรียนคนอื่นและครู ตอนอายุ 19 ปีเขาหนีหนารโดยย้ายไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทำงานไมเป็นหลักแหล่งจนถูกจับในข้อหาคนจรจัด ในที่สุดก็ต้องกลับบ้านเกิดไปเกณฑ์ทหาร ต่อมาเขาเข้าเป็นสมาชิกพรรคสังคมนิยมของอิตาลี (Italian Socialist Party) เป็นหนึ่งในกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ของพรรคคือ "L’Avvenire del Lavoratore" (อนาคตของกรรมาชีพ) เขาเขียนนิยายเรื่อง "Claudia Particella, l’amante del cardinale" (The Cardinal’s Mistress) ตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ในปี 2453 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (2457-2462) ในฐานะกระบอกเสียงคนสำคัญของพรรคสังคมนิยม เขาพยายามผลักดันให้พรรคเห็นด้วยกับฝ่ายรัฐบาลในการเข้าร่วมสงคราม ในที่สุดก็ถูกขับออกจากพรรค เขาถูกเกณฑ์เข้าเป็นทหารและได้รับบาทเจ็บเพียงเล็กน้อย หลังสงครามสงบลง มุสโสลินีก็สถาปนาลัทธิฟาสซิสม์ขึ้นที่เมืองมิลานเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2461 โดยได้รับอิทธิพลจาก ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ปีต่อมามุสโสลินีก่อตั้ง "พรรคฟาสซิสม์" (National Fascist Party) ขึ้นที่กรุงโรม เพื่อเตรียมกองกำลังปฏิวัติอิตาลีในปี 2465 เปลี่ยนอิตาลีเป็นรัฐฟาสซิสม์ และก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2465 ประชาชนผู้เลื่อมใสต่างเรียกเขาว่า "il Duce" (ท่านผู้นำ) จากนั้นเขาก็สถาปนาตนเองเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ บังคับให้ยกเลิกระบบรัฐสภา แทนด้วย "รัฐบรรษัท" (Corporate State) รวบอำนาจอย่างเป็นทางการ จัดตั้งรัฐวาติกัน ยึด อบิสซีเนีย (เอธิโอเปียปัจจุบัน) เป็นเมืองขึ้นในปี 2479 พร้อมกับเข้าร่วมกับฝ่าย นายพลฟรังโก (Francisco Franco) ใน สงครามกลางเมืองสเปน (Spanish Civil War) และผนวก อัลบาเนีย (Albania) เป็นส่วนหนึ่งของอิตาลี ปี 2483 เขานำอิตาลีเข้าร่วมฝ่าย "อักษะ" (Axis Power) ของฮิตเลอร์ ผู้นำนาซีเยอรมันในช่วง สงครามโลกครั้งที่ 2 (2482-2488) หลังจากพ่ายแพ้ในสงครามอย่างต่อเนื่อง มุสโสลินีก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้นำอิตาลีในปี 2486 เขาถูกควบคุมตัวอยู่ในเคหสถาน จากนั้นหน่วยคอมมานโดของเยอรมันบุกชิงตัวออกมาได้ ฮิตเลอร์ช่วยจัดตั้งรัฐบาลหุ่นให้เขาที่เมืองซาโล (Salo) เขตยึดครองของเยอรมนีริมทะเลาสาบการ์ดา (Garda Lake) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบ มุสโสลินีก็ถูกฝ่ายต่อต้านเผด็จการจับกุมตัวได้ในปี 2488 ถูกสำเร็จโทษในวันที่ 28 เมษายน 2488 แล้วนำศพของเขาไปแขวนประจานที่เมืองโคโมและเมืองมิลาน ทั้งนี้ “ฟาสซิสม์” คืออุดมการณ์ทางการเมืองที่เชิดชูอำนาจของผู้นำและลัทธิชาตินิยม โดยผู้นำจะรวบอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ฟาสซิสม์เชื่อว่ารัฐมีความสำคัญกว่าปัจเจกบุคคล จึงสนับสนุนให้ประชาชนอุทิศตนเพื่อชาติเหนือสิ่งอื่นใด ประชาชนจึงต้องทำงานเพื่ออุทิศแก่รัฐ ฟาสซิสม์มีแนวคิดแบบทหารขวาจัด ดูถูกประชาธิปไตย แต่ชิงชังคอมมิวนิสต์ เคยเฟื่องฟูในช่วงสงครามโลกทั้งสองครั้ง เริ่มเสื่อมความนิยมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟาสซิสม์เคยมีอิทธิพลในหลายประเทศ เช่น อิตาลี สเปน เยอรมนี ญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศไทยในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม
29 กรกฎาคม พ.ศ.2399 : โรเบิร์ต อเล็กซานเดอร์ ชูมันน์ คีตกวียุคโรแมนติกชาวเยอรมัน เสียชีวิต
29 กรกฎาคม พ.ศ. 2399 โรเบิร์ต อเล็กซานเดอร์ ชูมันน์ (Robert Alexander Schumann) คีตกวียุคโรแมนติกชาวเยอรมัน เสียชีวิต ชูมันน์เกิดที่เมืองซวิคเคา (Zwickau) แคว้นซักโซนี (Saxony) ของเยอรมัน เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2353 พ่อเป็นนักเขียน ที่บ้านจึงมีหนังสืออยู่มากมายให้ชูมันน์อ่าน นอกจากเล่นเปียโนแล้วเขายังแต่งเพลงได้ตั้งแต่ 7 ขวบ อีกทั้งยังชอบเขียนนิยายและบทกวีมา ตอนอายุ 16 ปีพ่อเสียชีวิต ชูมันน์ลังเลว่าจะเป็นนักดนตรีหรือนักเขียนดี แต่แม่ก็ตัดสินใจให้เขา โดยส่งไปเรียนกฎหมายที่เมืองไลพ์ซิก แต่ด้วยบรรยากาศของเมืองกลับเต็มไปด้วยเสียดนตรี ชูมันน์จึงมักจะนั่งเล่นเปียโนให้เพื่อน ๆ ฟังเสมอ หรือไม่ก็อ่านนิยายของเชคสเปียร์หรือเกอเธ เขาเริ่มเรียนเปียโนอย่างจริงจังตอนอายุ 20 ปีกับ ฟริดริช วิค (Friedrich Wieck) ซึ่งมีลูกสาวสวยและเป็นนักเปียโนอนาคตไกล ชูมันน์มุ่งมั่นฝึกฝนเปียโนอย่างจริงจัง โดยผูกนิ้วนางแขวนไว้จนชาและพิการ เขาจึงต้องหยุดเล่นเปียโนและหันมาแต่งเพลงอย่างจริงจัง เพลงแรกคือ Abegg Variations และเริ่มเขียนวิจารณ์เพลงลงในนิตยสารดนตรี เขาแต่งงานกับ คลารา วิค (Clara Wieck) ลูกสาวของครูเปียโนของเขาในปี 2383 ช่วงนี้เป็นช่วงที่ชูมันน์มีความสุขมาก เขาเขียนเพลงที่สวยงามออกมาจำนวนมาก อาทิ Spring Symphony ชูมันน์เริ่มประสบปัญหาเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมีลูกเพิ่มขึ้นถึง 8 คน ขณะที่ยังยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เขาจึงคิดหนักและเครียด ในที่สุดก็เริ่มมีอาการของโรคประสาท จนต้องพักงาน ภรรยาของเขาต้องยอมทิ้งอนาคตทางดนตรีมาคอยดูแลให้กำลังใจเขา ภายหลังเขาพาครอบครัวย้ายไปอยู่ที่เมืองเดรสเด็น (Dresden) ซึ่งเงียบสงบและอากาศดี อาการของเขาเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกลับมาแต่งเพลงได้อีกครั้ง ปี 2893 เขาย้ายไปเป็นผู้อำนวยการดนตรีที่เมืองดึสเซลดอล์ฟ (Dusseldorf) แต่ไม่นานก็เริ่มกระทบกระทั่งกับผู้ร่วมงานซึ่งหาว่าเขาสติไม่ดี จึงต้องออกจากงาน สุขภาพของเขาเริ่มทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ จนต้องเข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลโรคประสาทที่เมืองเอ็นเด็นนิช (Endenich) ในที่สุดเขาก็สิ้นใจในอ้อมแขนของภรรยา ผลงานของชูมันน์มักนจะผิดแผกออกไปจากขนบ โดยมีลักษณะราวกับงานจิตรกรรมอิมเพรสชันนิสม์ ที่เขาบรรจงแต่งแต้มสีสันอันเป็นอารมณ์ของเพลงลงไป นับว่าเป็นการช่วยเพิ่มความงามให้แก่ดนตรีในยุคโรแมนติกยิ่งขึ้น ชูมันน์เป็นคนอ่อนไหวอย่างยิ่ง ตอนช่วงสุดท้ายของชีวิต เขาเริ่มเห็นภาพลวงตาและได้ยินเสียงประหลาดจนต้องกระโจนออกจากเตียงรีบจดเอาไว้ บางครั้งเขาลุกขึ้นไปเล่นเปียโนตอนดึก ๆ แล้วร้องให้ ดนตรีของชูมันน์มักดำเนินไปบนแบบแผนใหม่ ๆ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้คนหัวจารีตไม่น้อย ผลงานของเขามักถูกเปรียบเปรยว่าเป็นผลงานของคนบ้าโดยแท้ ตลอดชีวิตเขาดำรงอยู่อย่างยากลำบาก จนป่วยเป็นโรคประสาทและตายไปอย่างอนาถา แต่หลังเขาจากไปแล้ว โลกนี้ถึงประจักษ์ว่าบทเพลงของเขายิ่งใหญ่เพียงใด
ขอบคุณสาระดีๆจาก sanook.com




