18 กรกฎาคม พ.ศ.2538 : สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จสวรรคต
18 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ "สมเด็จย่า” เสด็จสวรรคตที่โรงพยาบาลศิริราช รวมพระชนม์มายุ 95 พรรษา สมเด็จย่าเสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2443 ทรงเป็นบุตรคนที่ 3 ใน พระชนกชู และ พระชนนีคำ พระนามเดิมคือ สังวาลย์ ตะละภัฏ ในวัยประมาณ 7-8 ขวบ ครอบครัวได้นำพระองค์ไปฝาก คุณจันทร์ แสงชูโต ซึ่งเป็นพระพี่เลี้ยงในพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ ทรงเข้าเรียนมัธยมที่โรงเรียนสตรีวิทยา จากนั้นเข้าโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์ และหญิงพยาบาลแห่งศิริราช หลังจากสำเร็จการศึกษา ระหว่างที่เรียนอยู่ปี 1 ได้ทรงพบกับ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ (พระบรมราชชนก) ซึ่งได้ทรงถูกพระทัย และขอพระราชทานพระราชานุญาตหมั้นกับ นางสาวสังวาลย์ จากนั้นทรงได้รับการคัดเลือกให้ไปทรงศึกษาวิชาพยาบาลต่อที่โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ทรงมีพิธีอภิเษกสมรสกับ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ที่วังสระปทุมเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2463 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชนไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านการแพทย์ ทรงจัดตั้งหน่วยแพทย์อาสาเดินทางไปรักษาผู้ป่วยในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ ทรงตั้งมูลนิธิขาเทียมออกจัดทำขาเทียมให้ผู้พิการ นอกจากนั้นยังมีโครงการพัฒนาด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมมากมายอาทิโคงการเกษตรหลวงดอยตุง จังหวัดเชียงราย ต่อมาได้มีการกำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคมของทุกปีเป็น "วันพยาบาลแห่งชาติ", "วันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ", "วันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ", "วันรักต้นไม้แห่งชาติ" และ "วันอาสาสมัครไทย"
18 กรกฎาคม พ.ศ.2347 : วันเกิดหมอบรัดเลย์มิชชันนารีชาวอเมริกัน
18 กรกฏาคม พ.ศ. 2347 วันเกิด หมอบรัดเลย์ (Dr. Dan Beach Bradley, M.D.) มิชชันนารีชาวอเมริกันผู้มีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อแผ่นดินสยาม เกิดที่เมืองมาร์เซลลัส มลรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เรียนวิชาแพทย์ที่ College of Physicians ในนิวยอร์ก และสมัครเข้ากับคณะ A.B.C.F.M. (American Board of Commissioners of Foreign Missions) จากนั้นได้แต่งงานกับ เอมิลี รอยซ์ (Emilie Royce) ไม่นานก็ได้รับมอบหมายภาระกิจให้เดินทางมาเผยแพร่ศาสนาที่เมืองไทย ท่านและภรรยาพร้อมกับคณะอเมริกันบอร์ดฯ ได้เดินทางด้วยเรือใบ แคชเมียร์ (Cashmere) ออกจากเมืองบอสตันเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2377 มาถึงเมืองไทยเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2378 เป็นวันเกิดครบรอบ 31 ปีพอดี ในระหว่างทางท่านได้ซื้อตัวพิมพ์และแท่นพิมพ์ไม้จากสิงคโปร์ติดมาด้วย ก่อนจะเปิดโรงพิมพ์ที่บริเวณตรอกกัปตันบุช ย่านถนนเจริญกรุง และได้ให้กำเนิดสิ่งพิมพ์ชิ้นแรกในสยามคือ หนังสือบัญญัติสิบประการ (The Commandments) ต่อมาได้พิมพ์พระบรมราชโองการ ประกาศห้ามสูบฝิ่นและค้าฝิ่น พิมพ์ ปฏิทิน เป็นครั้งแรกในสยาม พิมพ์หนังสือ คัมภีร์ครรภ์ทรักษา และออกหนังสือพิมพ์รายเดือนฉบับแรกคือ บางกอกรีคอเดอ (Bangkok Recorder) ซื้อลิขสิทธิ์ นิราศลอนดอน ของ หม่อมราโชทัย (ม.ร.ว. กระต่าย อิศรางกูร ณ อยุธยา) พิมพ์เผยแพร่ในปี 2404 นอกจากนั้นยังได้ดำเนินการพิมพ์ใบปลิว ปฏิทิน หนังสือและวรรณคดีออกมาจำนวนมาก นอกจากนั้นท่านยังมีคุณูปการด้าน "การแพทย์แผนใหม่” ในสยาม โดยเริ่ม การผ่าตัด ครั้งแรกใน รักษา โรคต้อกระจก เริ่มการ ปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ และเปิด ร้านขายยา นับว่าหมอบรัดเลย์ได้ช่วยวางรากฐานด้านสุขอนามัยให้แก่สยาม ภายหลังจากภรรยาถึงแก่กรรมเมื่อปี 2388 ท่านได้กลับอเมริกาและแต่งงานใหม่กับ แซราห์ แบลกเลย์ (Sarah Blachley) กลับมาสยามอีกครั้งในปี 2394 ภายหลังท่านลาออกจากคณะอเมริกันบอร์ดฯ ไปอยู่กับคณะ A.M.A. (American Missionary Association) แต่เนื่องจากองค์กรนี้มีฐานะทางการเงินไม่ดี หมอบรัดเลย์จึงต้องหาเลี้ยงชีพด้วยกิจการโรงพิมพ์ต่อมาจนกระทั่งถึงแก่กรรมด้วยโรคไทฟอยด์เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2416 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ ช่วยงานฝังศพและทำรั้วล้อมหลุมศพของหมอบรัดเลย์ที่สุสานโปรเตสแตนต์ในกรุงเทพฯ ตลอด 38 ปีที่อยู่ในเมืองไทย หมอบรัดเลย์ได้ทำงานหลายอย่าง ทั้งมิชชันนารี แพทย์ เจ้าของโรงพิมพ์ ที่ปรึกษารัฐบาลสยาม และเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ อย่างไม่เป็นทางการ ทั้ง ๆ ภารกิจของท่านคือการเผยแพร่ศาสนา ซึ่งถือว่าล้มเหลวเพราะมีคนเปลี่ยนไปนับถือคริสตศาสนาเพียงแค่ 10 คนเท่านั้น แต่ท่านกลับสร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงให้แก่สยาม โดยเฉพาะด้านการแพทย์และการพิมพ์ จนได้รับการยกย่องให้เป็น "บิดาแห่งการพิมพ์ไทย"
18 กรกฎาคม พ.ศ.2441 : มารี คูรี และ ปิแอร์ คูรี ค้นพบธาตุโพโลเนียม
18 กรกฎาคม พ.ศ. 2441 มารี คูรี (Marie Curie) และ ปิแอร์ คูรี (Pierre Curie) คู่ภรรยาสามีนักฟิสิกส์ชาวโปแลนด์ ประกาศการค้นพบธาตุกัมมันตรังสีชนิดใหม่ โดยตั้งชื่อว่า โพโลเนียม (Polonium – Po เลขอะตอม 84) เพื่อเป็นเกียรติแก่บ้านเกิดเมืองนอนของทั้งคู่ คือประเทศโปแลนด์ (Poland) โดยทั้งสองได้ทำการทดลองในอาคารเล็ก ๆ ที่เป็นห้องเก็บฟืนของภาควิชาฟิสิกส์ แห่งมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ ที่ปิแอร์สอนหนังสืออยู่ จากนั้นอีก 6 เดือนต่อมา พวกเขาก็ค้นพบธาตุเรเดียม (Radium) ซึ่งเป็นสารกัมมันตรังสีเช่นกัน โพโลเนียมนับเป็นธาตุหายากชนิดหนึ่ง พบปริมาณเล็กน้อยในธรรมชาติ ส่วนใหญ่จะพบในสินแร่ที่มียูเรเนียม โพโลเนียมมีลักษณะเป็นของแข็งสีเทาเงิน มีจุดหลอมเหลว 254 องศาเซลเซียส และจุดเดือด 962 องศาเซลเซีส ละลายได้ในกรดเจือจาง (dilute acids) สารละลายที่เกิดขึ้นจะระเหยได้ดี ธาตุโพโลเนียมสามารถปล่อยรังสีแอลฟาในปริมาณที่มากกว่าธาตุเรเดียมถึง 5,000 เท่า หากเข้าสู่ร่างกายจะเป็นอันตรายมากกว่าไซยาไนด์ 250 ล้านเท่า
18 กรกฎาคม พ.ศ.2461 : วันเกิด เนลสัน แมนเดลา ประธานาธิบดีคนแรกของประเทศแอฟริกาใต้
18 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 วันเกิด เนลสัน แมนเดลา (Nelson Rolihlahla Mandela ) นักต่อสู้เพื่อสิทธิและความเสมอภาคของชนผิวสี และประธานาธิบดีคนแรกของประเทศแอฟริกาใต้ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2536 เกิดที่เมืองอัมทาทา (Mthatha) เป็นลูกชายของหัวหน้าเผ่าเท็มปู (Thempu) ซึ่งเสียชีวิตตอนเขาอายุเพียง 9 ขวบ แมนเดลามีโอกาสได้รับการศึกษาดีกว่าเด็กผิวดำคนอื่น ๆ เข้าเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยวิทวอเตอร์สแรนด์ (University of the Witwatersrand) ระหว่างนั้นเขาได้ร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคเอเอ็นซี (African National Congress : ANC) พรรคของคนผิวสี ส่วนพรรครัฐบาลคือพรรคเอ็นพี (Nationalist Party : NP) ซึ่งเป็นพรรคขวาจัดของคนผิวขาว แม้ประเทศแอฟริกาใต้จะได้รับเอกราชจากอังกฤษตั้งแต่ปี 2453 แต่ในสมัยนั้น คนผิวขาวก็ยังมีอิทธิพลอย่างสูงในประเทศนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นคนผิวสีถูกปกครองด้วยคนผิวขาวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย มีการแบ่งแยกสีผิวอย่างรุนแรง อีกทั้งยังได้ออกกฎหมายกดขี่ชนผิวสีอีกจำนวนมาก หลังจากเรียนจบ แมนเดลาจึงร่วมกับเพื่อนเปิดสำนักงานทนายความเพื่อคนผิวสีแห่งแรก ที่เมืองโยฮันเนสเบิร์ก และได้ติดต่อช่วยเหลือพรรคเอเอ็นซีอยู่เสมอจนกระทั่งได้เป็นรองประธานพรรค พรรคเอเอ็นซีได้เป็นหัวขบวนในการเรียกร้องเอกราช สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคให้แก่ชาวแอฟริกาใต้ ในระยะแรกได้ใช้วิธีการสันติวิธีอย่างมหาตมะคานธี เมื่อไม่เห็นผลจึงหันมาใช้วิธีการรุนแรงมากขึ้น มีจัดตั้งกองกำลัง ประชาชนออกมาเดินขบวนทำลายทรัพย์สินของราชกาล ต่อมารัฐบาลได้ประกาศให้พรรคเอเอ็นซีเป็นพรรคการเมืองที่ผิดกฎหมาย แมนเดลาถูกจับในวันที่ 5 สิงหาคม 2505 ขณะอายุ 44 ปี ติดคุกยาวนานถึง 27 ปี ถูกปล่อยตัวในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2533 หลังจากนั้นเขาก้าวขึ้นเป็นผู้นำพรรคเอเอ็นซี เรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้มีการเลือกตั้งอย่างเสรี แมนเดลาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2536 ก่อนจะได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศในวันที่ 9 พฤษภาคม 2537 ลาออกในปี 2542 ออกมาทำงานเบื้องหลัง โดยเป็นทูตพิเศษในการเจรจาสันติภาพ และเรียกร้องประชาธิปไตยให้ประเทศในแอฟริกาอีกหลายประเทศ อีกทั้งทำงานรณรงค์แก้ปัญหาโรคเอดส์และภารกิจด้านสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ในแอฟริกา ด้วยความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่ต้องการจะให้สหภาพแอฟริกาใต้ก้าวไปสู่สังคมประชาธิปไตยที่ปราศจากการกีดกันทางสีผิว
18 กรกฎาคม พ.ศ.2461 : วันเกิด เนลสัน แมนเดลา ประธานาธิบดีคนแรกของประเทศแอฟริกาใต้
18 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 วันเกิด เนลสัน แมนเดลา (Nelson Rolihlahla Mandela ) นักต่อสู้เพื่อสิทธิและความเสมอภาคของชนผิวสี และประธานาธิบดีคนแรกของประเทศแอฟริกาใต้ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2536 เกิดที่เมืองอัมทาทา (Mthatha) เป็นลูกชายของหัวหน้าเผ่าเท็มปู (Thempu) ซึ่งเสียชีวิตตอนเขาอายุเพียง 9 ขวบ แมนเดลามีโอกาสได้รับการศึกษาดีกว่าเด็กผิวดำคนอื่น ๆ เข้าเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยวิทวอเตอร์สแรนด์ (University of the Witwatersrand) ระหว่างนั้นเขาได้ร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคเอเอ็นซี (African National Congress : ANC) พรรคของคนผิวสี ส่วนพรรครัฐบาลคือพรรคเอ็นพี (Nationalist Party : NP) ซึ่งเป็นพรรคขวาจัดของคนผิวขาว แม้ประเทศแอฟริกาใต้จะได้รับเอกราชจากอังกฤษตั้งแต่ปี 2453 แต่ในสมัยนั้น คนผิวขาวก็ยังมีอิทธิพลอย่างสูงในประเทศนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นคนผิวสีถูกปกครองด้วยคนผิวขาวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย มีการแบ่งแยกสีผิวอย่างรุนแรง อีกทั้งยังได้ออกกฎหมายกดขี่ชนผิวสีอีกจำนวนมาก หลังจากเรียนจบ แมนเดลาจึงร่วมกับเพื่อนเปิดสำนักงานทนายความเพื่อคนผิวสีแห่งแรก ที่เมืองโยฮันเนสเบิร์ก และได้ติดต่อช่วยเหลือพรรคเอเอ็นซีอยู่เสมอจนกระทั่งได้เป็นรองประธานพรรค พรรคเอเอ็นซีได้เป็นหัวขบวนในการเรียกร้องเอกราช สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคให้แก่ชาวแอฟริกาใต้ ในระยะแรกได้ใช้วิธีการสันติวิธีอย่างมหาตมะคานธี เมื่อไม่เห็นผลจึงหันมาใช้วิธีการรุนแรงมากขึ้น มีจัดตั้งกองกำลัง ประชาชนออกมาเดินขบวนทำลายทรัพย์สินของราชกาล ต่อมารัฐบาลได้ประกาศให้พรรคเอเอ็นซีเป็นพรรคการเมืองที่ผิดกฎหมาย แมนเดลาถูกจับในวันที่ 5 สิงหาคม 2505 ขณะอายุ 44 ปี ติดคุกยาวนานถึง 27 ปี ถูกปล่อยตัวในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2533 หลังจากนั้นเขาก้าวขึ้นเป็นผู้นำพรรคเอเอ็นซี เรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้มีการเลือกตั้งอย่างเสรี แมนเดลาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2536 ก่อนจะได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศในวันที่ 9 พฤษภาคม 2537 ลาออกในปี 2542 ออกมาทำงานเบื้องหลัง โดยเป็นทูตพิเศษในการเจรจาสันติภาพ และเรียกร้องประชาธิปไตยให้ประเทศในแอฟริกาอีกหลายประเทศ อีกทั้งทำงานรณรงค์แก้ปัญหาโรคเอดส์และภารกิจด้านสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ในแอฟริกา ด้วยความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่ต้องการจะให้สหภาพแอฟริกาใต้ก้าวไปสู่สังคมประชาธิปไตยที่ปราศจากการกีดกันทางสีผิว
18 กรกฎาคม พ.ศ.2556 : วันงดดื่มสุราแห่งชาติ
คงเป็นทราบกันดีอยู่แล้ว "เหล้า" เป็นมหันตภัยร้ายที่สร้างความสูญเสียอย่างรุนแรงที่ส่งผลต่อครอบครัว สุขภาพอุบัติเหตุ เศรษฐกิจ รวมทั้งเป็นเหตุให้เกิดปัญหานานาประการกับเยาวชนไทย ทั้งสมองเสื่อม ท้อง แท้ง ติดเอดส์ ติดคุก
หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ประกาศให้ "วันเข้าพรรษา" เป็น "วันงดดื่มสุราแห่งชาติ" โดยเริ่มต้นจากปีนี้เป็นต้นไป ถือเป็นเรื่องน่ายินดีในความสำเร็จไม่เฉพาะเพียงองค์กรเครือข่ายภาคประชาชน ทั้ง 264 องค์กรที่พยายามผลักดันมาโดยตลอดเท่านั้น แต่ถือเป็นความสำเร็จของเยาวชนและสังคมไทยด้วย
"วันงดดื่มสุราแห่งชาติ" จึงถือเป็นเครื่องมือเชิงสัญลักษณ์และเป็นการส่งสัญญาณที่ดีงามเพื่อสนับสนุนให้ภาคประชาชนและหน่วยงานราชการของรัฐร่วมมือกันทำให้สังคมไทยปลอดภัยจากน้ำเมาร่วมสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้ลูกหลานที่จะเติบโตขึ้นมาด้วย สติปัญญา
นอกจากนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นโดยสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ ปี 2549 พบว่า ประชาชน ร้อยละ 88.6 เห็นด้วยกับการกำหนดให้มี "วันงดดื่มสุราแห่งชาติ" 1 วันต่อปี และเห็นว่า "วันเข้าพรรษา" ควรเป็น "วันงดดื่มสุราแห่งชาติ" ร้อยละ 61.6 ดังนั้นการประกาศวันงดดื่มสุราแห่งชาติ ให้เป็นนโยบาย แน่นอนว่าเกิดการร่วมมือกันในการรณรงค์และมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะกระทรวงทางสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์ กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ
ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และองค์กรภาคี ได้รณรงค์โครงการงดเหล้าเข้าพรรษามาตั้งแต่ปี 2546 โดยเมื่อถึงช่วงเวลาเข้าพรรษา ตลอด 3 เดือน จะตั้งสัจจะอธิษฐาน ลด ละ เลิกเหล้า เป็นการรักษาศีลข้อ 5 ซึ่งเป็นที่รับรู้กันทั่วไป และมีการทำกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
สังคมไทยมีศาสนาเป็นหลักยึด ประเพณีดั้งเดิมของการงดเหล้าช่วงเข้าพรรษา จึงถือเป็นทุนทางสังคมที่สำคัญ ดังนั้น ผลของการรณรงค์และร่วมแรงร่วมใจจากทุกๆ ฝ่ายจึงมีผู้เข้าร่วมโครงการเพิ่มมากขึ้นจากปกติ จากที่เคยมีผู้งดเหล้าเข้าพรรษา ร้อยละ 25 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40-50 โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ไม่เพียงเท่านั้นในช่วงเข้าพรรษาหลายๆ คนที่ดื่มหนักก็หยุดดื่มไปเลย ดังนั้น การกำหนดให้มี "วันงดดื่มสุราแห่งชาติ" จะยิ่งเป็นการกระตุ้นและปลุกกระแสสังคมให้หันมาตระหนักถึงคุณค่าในการที่จะเลิกเหล้าได้
โดยในปีนี้ เครือข่ายองค์กรงดเหล้าได้จัดกิจกรรม "ปฏิญาณตนคนบวชใจ งดเหล้าเข้าพรรษา ทำความดีถวายในหลวง" โดยมีผู้บวชใจจากชุมชนในกทม. จำนวน 500 คนและจะมีคนต้นแบบเข้าร่วมปฏิญาณตนบวชในทั่วประเทศ 10,000 คน รวมถึงการจัดทำ "สมุดบัญชีเงินออมจากเหล้า" ซึ่งประสบผลสำเร็จมาแล้วใน 120 หมู่บ้าน นำมาขยายผลให้กับผู้ที่สนใจทั่วประเทศ นอกจากนี้จะมีการจัดตั้งชมรมคนบวชใจงดเหล้าเข้าพรรษา โดยตั้งเป้าหมายจังหวัดละไม่น้อยกว่า 100 คน เพื่อเป็นกลุ่มที่ให้กำลังใจกันและกันในระหว่างเข้าพรรษาและจะเป็นการจัดเวทีเปิดใจคนงดเหล้าร่วมกับคนในครอบครัว เพื่อจูงใจให้คนหันมางดเหล้าในช่วงเข้าพรรษาอย่างต่อเนื่องตลอด 3 เดือน โดยทั้งนี้จะประสานร่วมมือกับคณะกรรมการการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่ละจังหวัดที่เพิ่งตั้งขึ้นตาม พรบ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานด้วย
นอกจากความสำเร็จในการรณรงค์แล้ว การได้มาซึ่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยภาคประชาชนก็มีส่วนสำคัญ ทำให้การแก้ปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปร
หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ประกาศให้ "วันเข้าพรรษา" เป็น "วันงดดื่มสุราแห่งชาติ" โดยเริ่มต้นจากปีนี้เป็นต้นไป ถือเป็นเรื่องน่ายินดีในความสำเร็จไม่เฉพาะเพียงองค์กรเครือข่ายภาคประชาชน ทั้ง 264 องค์กรที่พยายามผลักดันมาโดยตลอดเท่านั้น แต่ถือเป็นความสำเร็จของเยาวชนและสังคมไทยด้วย
"วันงดดื่มสุราแห่งชาติ" จึงถือเป็นเครื่องมือเชิงสัญลักษณ์และเป็นการส่งสัญญาณที่ดีงามเพื่อสนับสนุนให้ภาคประชาชนและหน่วยงานราชการของรัฐร่วมมือกันทำให้สังคมไทยปลอดภัยจากน้ำเมาร่วมสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้ลูกหลานที่จะเติบโตขึ้นมาด้วย สติปัญญา
นอกจากนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นโดยสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ ปี 2549 พบว่า ประชาชน ร้อยละ 88.6 เห็นด้วยกับการกำหนดให้มี "วันงดดื่มสุราแห่งชาติ" 1 วันต่อปี และเห็นว่า "วันเข้าพรรษา" ควรเป็น "วันงดดื่มสุราแห่งชาติ" ร้อยละ 61.6 ดังนั้นการประกาศวันงดดื่มสุราแห่งชาติ ให้เป็นนโยบาย แน่นอนว่าเกิดการร่วมมือกันในการรณรงค์และมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะกระทรวงทางสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์ กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ
ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และองค์กรภาคี ได้รณรงค์โครงการงดเหล้าเข้าพรรษามาตั้งแต่ปี 2546 โดยเมื่อถึงช่วงเวลาเข้าพรรษา ตลอด 3 เดือน จะตั้งสัจจะอธิษฐาน ลด ละ เลิกเหล้า เป็นการรักษาศีลข้อ 5 ซึ่งเป็นที่รับรู้กันทั่วไป และมีการทำกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
สังคมไทยมีศาสนาเป็นหลักยึด ประเพณีดั้งเดิมของการงดเหล้าช่วงเข้าพรรษา จึงถือเป็นทุนทางสังคมที่สำคัญ ดังนั้น ผลของการรณรงค์และร่วมแรงร่วมใจจากทุกๆ ฝ่ายจึงมีผู้เข้าร่วมโครงการเพิ่มมากขึ้นจากปกติ จากที่เคยมีผู้งดเหล้าเข้าพรรษา ร้อยละ 25 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40-50 โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ไม่เพียงเท่านั้นในช่วงเข้าพรรษาหลายๆ คนที่ดื่มหนักก็หยุดดื่มไปเลย ดังนั้น การกำหนดให้มี "วันงดดื่มสุราแห่งชาติ" จะยิ่งเป็นการกระตุ้นและปลุกกระแสสังคมให้หันมาตระหนักถึงคุณค่าในการที่จะเลิกเหล้าได้
โดยในปีนี้ เครือข่ายองค์กรงดเหล้าได้จัดกิจกรรม "ปฏิญาณตนคนบวชใจ งดเหล้าเข้าพรรษา ทำความดีถวายในหลวง" โดยมีผู้บวชใจจากชุมชนในกทม. จำนวน 500 คนและจะมีคนต้นแบบเข้าร่วมปฏิญาณตนบวชในทั่วประเทศ 10,000 คน รวมถึงการจัดทำ "สมุดบัญชีเงินออมจากเหล้า" ซึ่งประสบผลสำเร็จมาแล้วใน 120 หมู่บ้าน นำมาขยายผลให้กับผู้ที่สนใจทั่วประเทศ นอกจากนี้จะมีการจัดตั้งชมรมคนบวชใจงดเหล้าเข้าพรรษา โดยตั้งเป้าหมายจังหวัดละไม่น้อยกว่า 100 คน เพื่อเป็นกลุ่มที่ให้กำลังใจกันและกันในระหว่างเข้าพรรษาและจะเป็นการจัดเวทีเปิดใจคนงดเหล้าร่วมกับคนในครอบครัว เพื่อจูงใจให้คนหันมางดเหล้าในช่วงเข้าพรรษาอย่างต่อเนื่องตลอด 3 เดือน โดยทั้งนี้จะประสานร่วมมือกับคณะกรรมการการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่ละจังหวัดที่เพิ่งตั้งขึ้นตาม พรบ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานด้วย
นอกจากความสำเร็จในการรณรงค์แล้ว การได้มาซึ่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยภาคประชาชนก็มีส่วนสำคัญ ทำให้การแก้ปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปร
ขอบคุณสาระดีๆจาก sanook.com






